เริ่มต้นเลยของการดูจิต จะดูไปเพื่ออะไร?
เชื่อว่าคนที่ยังไม่เคยสนใจในเรื่องการดูจิต คงสงสัยกันบ้าง (เดาว่าค่อนข้างมากด้วย) ว่าดูจิตคืออะไร ทำไปแล้วได้อะไร
สรุปง่ายๆคือ การดูจิตจะทำให้สติระลึกรู้ว่าจิตกำลังคิดอะไรให้รู้ จิตจะไม่ปรุงแต่ง ดูไปเรื่อยๆจิตจะเห็นจิตเป็นอนิจจัง เห็นสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะอารมณ์ใดๆที่เกิดขึ้นในจิตใจมันไม่เที่ยง เมื่อใจเรายอมรับความจริง มันจะวางหรือปลงกับเรื่องนั้นไปเอง
ติดตามอ่านเวอร์ชั่นเต็มของเรื่องการดูจิต - ความหมาย วิธีการ และผลของการปฏิบัติ ได้ที่นี่ http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001773.htm
จุดสังเกตที่อยากจะแบ่งปันในวันนี้คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถรับรู้ได้ง่ายได้ดายที่สุด คืออารมณ์โกรธ เพราะเป็นอารมณ์ที่หยาบและรุนแรงกว่าอารมณ์อื่นๆ
วันนี้สัมผัสอารมณ์โกรธของตัวเองได้ในช่วงเย็นๆ เจอเรื่องที่ขุ่นข้องใจ เห็นแล้วขัดเคืองใจ....ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยหัดดูจิตเช่นนี้ เราคงรู้แค่ว่า เราโมโหอะไร อะไร(ภายนอก)ที่ทำให้เราโมโห เมื่อโมโหแล้วเราจะทำอย่างไร
สมมติว่าคำตอบของการโมโหในครั้งนี้ คือมีเพื่อนคนนึง ทำสิ่งที่เราไม่ชอบใจ เห็นแล้วขัดใจทำให้เราโมโหอย่างรุนแรง - โมโหแล้วสิ่งที่เราจะทำ อาจจะมีหลากหลายอย่าง เช่น เกลียดเค้า โกรธเค้า ว่ากล่าวเค้า ทำร้ายเค้าทางร่างกายและจิตใจ เพื่อระบายความโกรธที่เกิดขึ้น ฯลฯ.......ยิ่งคิดถึงเรื่องที่น่าโมโหมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ความโมโหที่เกิดขึ้นมากขึ้น ขยายตัวขึ้น จนทำให้เริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าหงุดหงิด โมโหกินไม่ได้นอนไม่หลับก็เป็นได้......จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีกับตัวเราเลย
แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่หัดดุจิตมาแล้ว ผลจากเรื่องนี้จะเปลี่ยนไป เรายังรู้ตัวเหมือนเดิมว่า เราโกรธเพื่อนเรา สิ่งที่เพื่อนทำ มันทำให้เรารู้สึกโมโห.....โอเค เรารู้ตัวละว่า เรากำลังโมโห ก็ให้รู้ไปว่าโมโห ไม่ต้องไปคิดต่อ ว่าโมโหอะไร เป็นเพราะใคร อะไร ยังไง (เพราะยิ่งทำให้รู้สึกโกรธ) แต่ถ้าคิดฟุ้งต่อ ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังคิด กำลังฟุ้ง เมื่อเรารู้ว่าเราคิด ความคิดที่เกิดขึ้นจะดับไปเอง....หรือถ้ายังไม่ดับ ดูยังไง๊ยังไง ความคิดก็ยังวนเวียนอยู่กับความโมโห ฟุ้งซ่าน....ก็ให้เรามองต่อไป เห็นความโมโห เห็นความฟุ้งซ่าน ไม่ต้องไปห้ามไปบังคับจิต เพราะจิตเป็นอนัตตา เป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ แต่สามารถดูแลให้เค้าไม่เกิดความทุกข์ได้ (เมื่อฝึกฝนอย่างถูกต้องและเพียงพอ)
เปรียบเทียบจิตของเราเหมือนเด็กเล็กๆคนนึง บางครั้งมันก็ดี บางครั้งมันก็งอแง บางครั้งก็โวยวายงอแงโดยไม่มีเหตุผล การที่จะดูแลเค้า ก็เพียงแค่ยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็น ว่าบางครั้งเค้าก็ดี บางครั้งก็ไม่น่ารัก หลายๆครั้งไม่มีเหตุผล ..... ไม่มีประโยชน์ที่จะเคี่ยวเข็ญเค้าในตอนนี้เค้าไม่มีเหตุผลแบบสุดกู่ อยู่ข้างๆเค้า มองดูเค้า จนเค้าสงบแล้วค่อยพูดค่อยคุยกับเค้า ฉันใดฉันนั้น
ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นของเรา มองเข้าไปตอนแรก เห็นแต่ความขุ่นมัวและเป็นอารมณ์ที่เชี่ยวกราก เราก็ได้แต่รู้ตัว ว่าเรากำลังโมโห และข่มใจตัวเองให้ตัวเองไม่โมโห เนื่องจากอยากเป็นคนดี นอกจากนี้ ยังรู้ตัวว่าใจเราหงุดหงิดและไม่ชอบ/ไม่เป็นกลาง กับความโมโหที่เกิดขึ้น
เห็นมั้ยว่าอารมณ์รวมๆตัวนึงว่า ไม่พอใจ มองเข้าไปจริงๆแล้ว มีความรู้สึกตั้ง 3 อย่าง
สุภาษิตจีนกล่าวเอาไว้ "รู้เรารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" นี่เรากำลังจะรบกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ ..... อย่าบอกว่านี่คือความโมโห ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ซะหน่อย ความทุกข์น่าจะหมายถึงความเสียใจมากกว่า จริงๆแล้วความทุกข์คือทุกอย่าง การไม่สมหวัง อยากได้แล้วไม่ได้อย่างใจก็เป็นทุกข์ ไม่อยากเป็นแล้วตัวเป็นก็เป็นทุกข์ ...... ดังนั้น ถ้าอยากพ้นทุกข์อย่างแท้จริง เราต้องเข้าใจต้นตอและที่มาที่แท้จริงของความทุกข์แต่ละอย่างของเรา จริงมั้ย
เห็นมั้ยคะ จริงๆแล้ว การดูจิตเนี่ย ง่ายนิดเดียว หัดดูไปเรื่อยๆ จากง่ายไปหายาก ตอนแรกอาจจะเห็นหรือรู้ตัวก่อน ว่าเราโกรธ แค่นี้ก็เรียกว่าเป็นการดูจิตแล้ว ดูไปเรื่อยๆ มันจะเป็นไปเอง ทำได้เอง เห็นความจริงของกายของใจได้เองโดยอัตโนมัติ ต้องค่อยๆทำ อย่าท้อไปซะก่อน ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งได้กับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งหมดที่เขียนมา ฟังอย่างเดียวไม่พอ พระท่านเปรียบเทียบเอาไว้ ว่าการฟังธรรมะเปรียบเหมือนยาทา การปฎิบัติธรรมเป็นยาทาน ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องลองปฎิบัติและค้นพบด้วยตัวเอง และความซาบซึ้งใจที่ได้รับจากการปฎิบัตินั้น มากมายกว่าความอิ่มเอบที่ได้รับจากการอ่านเอง หรือการฟังธรรมมากมายหลายเท่านัก ..... อันนี้มาจากประสบการณ์ตรงขอคอนเฟิร์มค่ะ
จริงๆแล้ว การดูจิต เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิปัสสนากรรมฐาน ลำดับขั้นของการปฎิบัติดีปฎิบัติชอบทางพุทธศาสนา เรียงตามลำดับบุญที่ได้รับ คือ ทาน-> ศีล -> ภาวนา
คราวหน้า จะมาเล่าต่อถึงรายละเอียด และหลักการปฎิบัติอื่นๆต่อไปค่ะ
ขออนุโมทนาทุกท่าน และมีความสุขในธรรมกันถ้วนหน้าค่ะ :)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น