วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2552

ดูจิต - ดูอารมณ์เบื่อ

สำหรับเราแล้ว ความรู้สึกเบื่อ เป็นอารมณ์ที่รับมือด้วยได้ยากที่สุด
เพราะเมื่อเกิดความเบื่อขึ้นมาแล้ว จะรู้สึกอึดอัดและทรมานค่อนข้างมาก ไม่รู้จะทำยังไงถึงจะหายความรู้สึกไม่ดีทั้งหมดนี้

วันนี้เกิดความรู้สึกอยากรู้ให้ได้ ว่าความเบื่อเกิดขึ้นเพราะอะไร ..... ทำไมต้องสงสัยด้วย ไม่รู้ล่ะ อยากสงสัย ขอพิจารณาดูให้รู้ชัดๆหน่อยเถอะ ว่าคนเรารู้สึกเบื่อเพราะอะไร

คิดๆมองๆไปก็ได้คำตอบว่า

เพราะไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้อะไร
เพราะมีความต้องการบางอย่าง ที่ไม่ได้รับการตอบสนอง
เพราะจำเจกับสภาวะเดิมนานๆ

แต่ข้อแรกกับข้อสอง มองให้ลึกๆแล้วก็คือเรื่องเดียวกัน เพราะถ้าไม่รู้ว่า ไอ้ความต้องการที่ว่าเนี่ย คืออะไร
มันก็กลับมาเป็นเรื่องว่า ไม่รู้ว่าตัวเองอยากอะไร อยู่ดี

ไม่รู้ว่าตัวเองอยากได้อะไร รู้แต่ว่าไม่อยากเบื่อ
แล้วจะทำยังไง....เพื่อนแนะนำว่าจะต้องหาอะไรทำแก้เบื่อ เช่น ไป shopping ดูหนัง

เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในโลกของความคิด มาลองย้อนอ่านดู จะเห็นได้ชัดเลยว่าหลงอยู่ในความคิด ตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าคิดอยู่ แต่ไม่หยุดเนี่ยสิ
มาคิดหาคำตอบ แล้วมันจะทำให้สิ่งที่คิดหายไปได้รึปล่าว ก็ไม่นะ ตอนแรกก็ติดขัด แต่พอตัวเรากลับไปเห็นกับตาเอง ว่าเราไปหลงอยู่ในโลกความคิด มันก็หลุดเองนะ ว่าเราจะไปหลงทำไม เสียเวลาแท้ๆ

มิน่า หลวงพ่อปราโมทย์ถึงได้ไม่ค่อยยอมบอกว่า สภาวะหรือสิ่งที่แต่ละคนเป็นกันอยู่ คืออะไร แต่ท่านจะเน้นให้เรารู้ ดูเข้าไปให้รู้นะ รู้สภาวะที่เราเป็นตามจริง
ท่านยังบอกอีกว่า คนเราส่วนใหญ่คิดมาก ชอบไปหลงอยู่ในความคิด ถ้าแค่รู้ตัวว่าคิด รู้บ่อยๆ ก็หลุดได้เอง (เราก็รู้บ่อย ก็ไม่หลุด จนต้องมาเขียนเองเห็นเอง ถึงได้หลุดได้) ท่านย้ำอีกว่า อย่าคิดมาก ทำๆเข้าไปเถอะ แล้วจะได้ของดี คิดมากจะยากนาน....ตรงตามคำสอนของหลวงพ่อจริงๆ

โอเคค่ะ ต่อไปนี้ หนูจะตั้งใจ ไม่แอบดื้อ (เช่นวันนี้รู้ว่าสงสัย แต่ก็พยายามหาคำตอบให้ความสงสัย มากกว่าที่จะแค่รู้ว่าสงสัย) จะตั้งใจทำตามคำสอนของหลวงพ่ออย่างเคร่งครัดเลยค่ะ ขอให้ความพยายามของข้าพเจ้า ส่งผลให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยเร็วด้วยเต้อะ.....สาธุๆๆ

ปล. ตอนจบ - อยากบรรลุ รู้แล้วนะว่าอยาก ..... รู้แล้ว แต่ยังอยากอยู่ดี

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

ดูจิตแล้วได้อะไร??

เริ่มต้นเลยของการดูจิต จะดูไปเพื่ออะไร?
เชื่อว่าคนที่ยังไม่เคยสนใจในเรื่องการดูจิต คงสงสัยกันบ้าง (เดาว่าค่อนข้างมากด้วย) ว่าดูจิตคืออะไร ทำไปแล้วได้อะไร
สรุปง่ายๆคือ การดูจิตจะทำให้สติระลึกรู้ว่าจิตกำลังคิดอะไรให้รู้ จิตจะไม่ปรุงแต่ง ดูไปเรื่อยๆจิตจะเห็นจิตเป็นอนิจจัง เห็นสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะอารมณ์ใดๆที่เกิดขึ้นในจิตใจมันไม่เที่ยง เมื่อใจเรายอมรับความจริง มันจะวางหรือปลงกับเรื่องนั้นไปเอง

ติดตามอ่านเวอร์ชั่นเต็มของเรื่องการดูจิต - ความหมาย วิธีการ และผลของการปฏิบัติ ได้ที่นี่
http://www.larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/001773.htm

จุดสังเกตที่อยากจะแบ่งปันในวันนี้คือ อารมณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถรับรู้ได้ง่ายได้ดายที่สุด คืออารมณ์โกรธ เพราะเป็นอารมณ์ที่หยาบและรุนแรงกว่าอารมณ์อื่นๆ

วันนี้สัมผัสอารมณ์โกรธของตัวเองได้ในช่วงเย็นๆ เจอเรื่องที่ขุ่นข้องใจ เห็นแล้วขัดเคืองใจ....ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ยังไม่เคยหัดดูจิตเช่นนี้ เราคงรู้แค่ว่า เราโมโหอะไร อะไร(ภายนอก)ที่ทำให้เราโมโห เมื่อโมโหแล้วเราจะทำอย่างไร

สมมติว่าคำตอบของการโมโหในครั้งนี้ คือมีเพื่อนคนนึง ทำสิ่งที่เราไม่ชอบใจ เห็นแล้วขัดใจทำให้เราโมโหอย่างรุนแรง - โมโหแล้วสิ่งที่เราจะทำ อาจจะมีหลากหลายอย่าง เช่น เกลียดเค้า โกรธเค้า ว่ากล่าวเค้า ทำร้ายเค้าทางร่างกายและจิตใจ เพื่อระบายความโกรธที่เกิดขึ้น ฯลฯ.......ยิ่งคิดถึงเรื่องที่น่าโมโหมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ความโมโหที่เกิดขึ้นมากขึ้น ขยายตัวขึ้น จนทำให้เริ่มต้นจากเรื่องเล็กน้อย กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่น่าหงุดหงิด โมโหกินไม่ได้นอนไม่หลับก็เป็นได้......จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีกับตัวเราเลย

แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่หัดดุจิตมาแล้ว ผลจากเรื่องนี้จะเปลี่ยนไป เรายังรู้ตัวเหมือนเดิมว่า เราโกรธเพื่อนเรา สิ่งที่เพื่อนทำ มันทำให้เรารู้สึกโมโห.....โอเค เรารู้ตัวละว่า เรากำลังโมโห ก็ให้รู้ไปว่าโมโห ไม่ต้องไปคิดต่อ ว่าโมโหอะไร เป็นเพราะใคร อะไร ยังไง (เพราะยิ่งทำให้รู้สึกโกรธ) แต่ถ้าคิดฟุ้งต่อ ก็ให้รู้ตัวว่ากำลังคิด กำลังฟุ้ง เมื่อเรารู้ว่าเราคิด ความคิดที่เกิดขึ้นจะดับไปเอง....หรือถ้ายังไม่ดับ ดูยังไง๊ยังไง ความคิดก็ยังวนเวียนอยู่กับความโมโห ฟุ้งซ่าน....ก็ให้เรามองต่อไป เห็นความโมโห เห็นความฟุ้งซ่าน ไม่ต้องไปห้ามไปบังคับจิต เพราะจิตเป็นอนัตตา เป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้ แต่สามารถดูแลให้เค้าไม่เกิดความทุกข์ได้ (เมื่อฝึกฝนอย่างถูกต้องและเพียงพอ)

เปรียบเทียบจิตของเราเหมือนเด็กเล็กๆคนนึง บางครั้งมันก็ดี บางครั้งมันก็งอแง บางครั้งก็โวยวายงอแงโดยไม่มีเหตุผล การที่จะดูแลเค้า ก็เพียงแค่ยอมรับในสิ่งที่เค้าเป็น ว่าบางครั้งเค้าก็ดี บางครั้งก็ไม่น่ารัก หลายๆครั้งไม่มีเหตุผล ..... ไม่มีประโยชน์ที่จะเคี่ยวเข็ญเค้าในตอนนี้เค้าไม่มีเหตุผลแบบสุดกู่ อยู่ข้างๆเค้า มองดูเค้า จนเค้าสงบแล้วค่อยพูดค่อยคุยกับเค้า ฉันใดฉันนั้น

ความไม่พอใจที่เกิดขึ้นของเรา มองเข้าไปตอนแรก เห็นแต่ความขุ่นมัวและเป็นอารมณ์ที่เชี่ยวกราก เราก็ได้แต่รู้ตัว ว่าเรากำลังโมโห และข่มใจตัวเองให้ตัวเองไม่โมโห เนื่องจากอยากเป็นคนดี นอกจากนี้ ยังรู้ตัวว่าใจเราหงุดหงิดและไม่ชอบ/ไม่เป็นกลาง กับความโมโหที่เกิดขึ้น
เห็นมั้ยว่าอารมณ์รวมๆตัวนึงว่า ไม่พอใจ มองเข้าไปจริงๆแล้ว มีความรู้สึกตั้ง 3 อย่าง

สุภาษิตจีนกล่าวเอาไว้ "รู้เรารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง" นี่เรากำลังจะรบกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ ..... อย่าบอกว่านี่คือความโมโห ไม่เกี่ยวกับความทุกข์ซะหน่อย ความทุกข์น่าจะหมายถึงความเสียใจมากกว่า จริงๆแล้วความทุกข์คือทุกอย่าง การไม่สมหวัง อยากได้แล้วไม่ได้อย่างใจก็เป็นทุกข์ ไม่อยากเป็นแล้วตัวเป็นก็เป็นทุกข์ ...... ดังนั้น ถ้าอยากพ้นทุกข์อย่างแท้จริง เราต้องเข้าใจต้นตอและที่มาที่แท้จริงของความทุกข์แต่ละอย่างของเรา จริงมั้ย

เห็นมั้ยคะ จริงๆแล้ว การดูจิตเนี่ย ง่ายนิดเดียว หัดดูไปเรื่อยๆ จากง่ายไปหายาก ตอนแรกอาจจะเห็นหรือรู้ตัวก่อน ว่าเราโกรธ แค่นี้ก็เรียกว่าเป็นการดูจิตแล้ว ดูไปเรื่อยๆ มันจะเป็นไปเอง ทำได้เอง เห็นความจริงของกายของใจได้เองโดยอัตโนมัติ ต้องค่อยๆทำ อย่าท้อไปซะก่อน ยิ่งทำมาก ก็ยิ่งได้กับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

ทั้งหมดที่เขียนมา ฟังอย่างเดียวไม่พอ พระท่านเปรียบเทียบเอาไว้ ว่าการฟังธรรมะเปรียบเหมือนยาทา การปฎิบัติธรรมเป็นยาทาน ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องลองปฎิบัติและค้นพบด้วยตัวเอง และความซาบซึ้งใจที่ได้รับจากการปฎิบัตินั้น มากมายกว่าความอิ่มเอบที่ได้รับจากการอ่านเอง หรือการฟังธรรมมากมายหลายเท่านัก ..... อันนี้มาจากประสบการณ์ตรงขอคอนเฟิร์มค่ะ

จริงๆแล้ว การดูจิต เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการวิปัสสนากรรมฐาน ลำดับขั้นของการปฎิบัติดีปฎิบัติชอบทางพุทธศาสนา เรียงตามลำดับบุญที่ได้รับ คือ ทาน-> ศีล -> ภาวนา

คราวหน้า จะมาเล่าต่อถึงรายละเอียด และหลักการปฎิบัติอื่นๆต่อไปค่ะ

ขออนุโมทนาทุกท่าน และมีความสุขในธรรมกันถ้วนหน้าค่ะ :)

วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2552

บันทึกการดูจิต

Blog นี้เป็นการเริ่มต้นการบันทึกการดูจิต online ของเรา
เราได้ศึกษาธรรมะ การปฎิบัติธรรม และการดูจิตมาได้ปี สองปีแล้ว ...... เป้าหมายในตอนแรกเริ่มต้นก้อง่ายๆ คืออยากมีความสุข อยากพ้นทุกข์ คิดว่าการปฎิบัติจะช่วยให้พ้นทุกข์ได้

ถามว่าวันนี้พ้นทุกข์มั้ย ก้อไม่หายพ้นทุกข์ซะทีเดียว ชีวิตยังทุกข์เยอะอยู่ เพราะคิดมาก....แต่ถ้าดูโดยรวมๆแล้ว จากวันที่เริ่มต้น จนถึงวันนี้ ถือได้ว่าเรามีคุณภาพของจิตที่ดีขึ้น มีสติง่ายขึ้นมากขึ้น รู้ตัวดีขึ้น บางครั้งที่ตั้งใจปฎิบัติ จิตใจก้อจะสงบสบาย ถ้าห่างหายการปฎิบัติในรูปแบบ จิตจะตกง่าย เห็นความอึดอัด เห็นการทำงานของจิต

ถามว่าปฎิบัติมานาน เห็นอะไรพิเศษบ้างมั้ย ถ้าเป็นนิมิตอะไรทั้งหลาย เราไม่เคยเห็นเลย สิ่งที่เราเห็นอย่างมาก คือเห็นสภาวะจิตของตัวเราเอง (เคย)เห็นการเกิดดับของอารมณ์ของตัวเอง เห็นการทำงานของจิต เห็นความอยากของตัวเอง รู้ตัวว่าชอบไม่ชอบ เป็นกลางไม่เป็นกลาง อึดอัดไม่อึดอัด ........ พยายามตามรู้ตามดูอารมณ์ตัวเองไป

คุยกับเพื่อนที่ปฎิบัติเหมือนกัน เค้าชมว่าเราก้าวหน้าได้ดี(กว่าเค้าเยอะ)มาก จิตเรามียินดีแว๊บนึงนะ อย่างน้อยก็มีความปิติ ว่าสิ่งที่เราทำมันดีจนคนอื่นชม แต่อีกแว๊บนึง เรายังมีความไม่พอใจ ไม่คิดว่าเราก้าวหน้าอย่างที่เค้าชม เพราะเรายังทุกข์ยังเบื่อ ยังไม่รู้สึกสงบ สบาย ..... นี่เราก็ต้องรู้ตัวอีกละว่าเราอยาก ดูสิ จิตเราพลิกได้ง่ายมากเลย จากปิติเป็นความไม่พอใจ

ทั้งหมดทั้งหลาย เราจะพยายามสรุปและแบ่งปันให้เพื่อนกัลยาณมิตร เราไม่ใช่คนที่เก่งหรือขยันหรือดีอะไรมาจากไหน เราก็แค่คนธรรมดาคนนึง ที่ยังมีกิเลสโน่นนี้ ยังไม่ใช่คนดีอะไร ..... เราก็ได้แต่หวังว่า หนทางที่เราทำอยู่ในตอนนี้ จะเป็นหนทางที่ดีและถูกต้องในชีวิต จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เจริญก้าวหน้า มีความสุข พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง

ต้องขอขอบคุณหลายๆสิ่งในชีวิต ที่ทำให้เราได้เดินมาในเส้นทางนี้ ได้มาปฎิบัติและเรียนรู้ตัวเองถึงขนาดนี้ และมีความตั้งใจที่จะแบ่งปันประสบการณ์ของเรา ซึ่งเราหวังคงจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทุกคน ไม่มากก็น้อย เหมือนอย่างที่เราได้รับประโยชน์และข้อคิดอะไรดีๆ จากบทความหรือประสบการณ์ของคนอื่นๆที่เราได้เคยอ่านมา :)

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน ทั้งที่กำลังปฎิบัติ/ คิดที่จะเริ่มปฎิบัติ/ หรือยังไม่ได้คิด แล้วอ่านบทความนี้แล้วได้ความคิดอะไรใหม่ๆให้ตัวเอง

ขอให้มีความสุขในธรรมกันทุกคนค่ะ ^^