วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

ทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างไรให้ ประสบความสำเร็จ

ทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างไรให้ ประสบความสำเร็จ

คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ มติชนรายวัน วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9803

ผู้เขียนหวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุขถ้วนหน้ากันกับการฉลองปีใหม่ และอาจจะมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของการจัดงานปีใหม่ ซึ่งมีตราสินค้าต่างๆ ร่วมเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผู้เขียนขอกล่าวถึงการทำกิจกรรมทางการตลาดอีกสักครั้ง เพื่อให้เข้าถึงบรรยากาศของเครื่องมือนี้อย่างเต็มที่ โดยจะเขียนถึงองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งผลให้การทำกิจกรรมทางการตลาดประสบ ความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งรายละเอียดมีดังต่อไปนี้

เน้นการสื่อสาร (communication) เป็นปัจจัยพื้นฐานเลยว่าทุกกิจกรรมทางการตลาด ต้องทำการให้ข่าวสาร และมุ่งสื่อสารไปยังลูกค้า ผู้คาดหวังเป้าหมายให้รับทราบถึงคุณประโยชน์และความแตกต่างของตราสินค้า เพื่อโน้มน้าวและชักจูงบุคคลผู้ได้รับสารเหล่านั้น มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยอาจจะทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง หรือแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หรือแม้แต่การส่งจดหมายไปยังกลุ่มเป้าหมายก็ตาม ล้วนมุ่งหวังเพื่อให้เกิดการสื่อสารทั้งสิ้น

การช่วยลดงบประมาณ (cut cost) การทำกิจกรรมทางการตลาดช่วยลดต้นทุนของการทำการสื่อสาร การตลาดสำหรับตราสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงข้ามกับการทำโฆษณาที่ใช้งบประมาณสูงกว่ามาก ดังนั้นจึงทำให้การทำกิจกรรมทางการตลาด เป็นที่นิยมในปัจจุบันอย่างมาก เพราะนักการตลาดที่ดีควรใช้งบประมาณให้น้อยสุด เพื่อให้ได้ประสิทธิผลที่สูงสุดต่อตราสินค้านั่นเอง

ส่งเสริมการทำวิจัย (conduct research) ทุกกิจกรรมทางการตลาด ถ้าสามารถทำวิจัยได้ด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตราสินค้า ซึ่งจะได้รับจากการทำกิจกรรมทางการตลาด เพราะลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมาย ต่างก็มาอยู่ที่งานกิจกรรมนั้นแล้ว ดังนั้นนักการตลาดจึงไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในการทำวิจัยอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำวิจัยสินค้าใหม่ วิจัยตลาด หรือแม้แต่การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ตาม ก็สามารถทำวิจัยงานกิจกรรมเหล่านั้นได้เลย เนื่องจากกิจกรรมทางการตลาดสามารถช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มาร่วม กิจกรรมได้อยู่แล้ว

หวังผลทางธุรกิจ (commercial) เครื่องมือทางการสื่อสารการตลาดสำหรับตราสินค้าทุกอย่าง ต่างก็หวังผลทางธุรกิจการค้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ดังนั้นนักกลยุทธ์ทางการตลาด ก็ควรพึงระลึกเสมอว่า การทำกิจกรรมทางการตลาดที่สามารถทำให้เกิดการขายสินค้าได้ด้วย เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจของทุกตราสินค้าเลยทีเดียว

ต้องเป็นกิจกรรมที่อยู่ในกระแสความนิยม (current issue) การเลือกพิจารณาในการทำกิจกรรมทางการตลาด ต้องคำนึงถึงกระแสความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ และยิ่งถ้ากระแสนิยมในเรื่องนั้นๆ เกี่ยวข้องกับสินค้าด้วยก็จะยิ่งดีเพราะจะเป็นการช่วยเพิ่มและเร่งให้เกิด คุณค่ากับตราสินค้าได้มากขึ้น

สามารถสร้างความสนใจได้ (command attention) กิจกรรมทางการตลาดต้องสามารถสร้าง และกำหนดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และบุคคลทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรายละเอียด และโปรแกรมของงานกิจกรรมทางการตลาด จะต้องผ่านการคัดเลือก สร้างสรรค์ และวางแผนอย่างพิถีพิถัน และรอบคอบเพื่อมุ่งหวังให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจและเข้าร่วม กิจกรรมทางการตลาด

ควรมีกิจกรรมอื่นๆ เสริม (cutting edge service) ณ การจัดงานกิจกรรมทางการตลาดนั้น นักกลยุทธ์การตลาดควรเพิ่มกิจกรรมของตราสินค้าที่นอกเหนือจากการทำกิจกรรม ทางการตลาดไว้ด้วย เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกับตราสินค้า เพราะยิ่งนักการตลาดสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมายของตราสินค้าเกิดความสัมพันธ์และ ผูกพันกับตราสินค้ามากขึ้นเท่านั้น

มีความสะดวกสบาย (convenience) การทำกิจกรรมทางการตลาดที่ดีจะต้องอยู่ในทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย หาง่าย และยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้วยก็จะยิ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้า หมายมากขึ้น เพราะไม่มีลูกค้าหรือผู้คาดหวังและกลุ่มเป้าหมายคนใดที่ไม่ชอบความสะดวกสบาย

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของการจัดงาน "Mix & Match" ของสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นที่จัดขึ้นอย่างน่าสนใจโดยนำเสื้อผ้าในฤดูกาลนั้น ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่ตราสินค้าคิดขึ้นเอง (created event marketing) ดังภาพประกอบ และยังเป็นการสอดรับกับกระแสกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น โดยการให้ผู้ออกแบบเสื้อผ้า และสไตลิสต์ ของตราสินค้า ทำการแนะนำการแต่งกายแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว นอกจากนี้อีกหนึ่งกิจกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจก็คือการจัดโครงการ "Seventeen Ambassador 2004" ของนิตยสารชื่อดังโดยมีเสื้อผ้าวัยรุ่นอย่าง "haas" เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงาน (participating event marketing) ซึ่งถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าการทำกิจกรรมทางการตลาดทั้งสองรูปแบบมีการนำเอา องค์ประกอบที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นมาเป็นกรอบของการจัดงาน จึงทำให้เกิดผลดีต่อภาพลักษณ์และยอดขายของตราสินค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่ สุด อย่างที่นักการตลาดต้องการและคาดหวังไว้

'Event Management' จัดการความฝัน สู่กิจกรรมการตลาด

- ทำไม ? Event Marketing สื่อสารทางการตลาดผ่านกิจกรรม จึงขึ้นแท่นเบอร์ 1 เป็นเครื่องมือที่นักธุรกิจ เจ้าของกิจกรรมเลือกใช้ในอันดับต้นๆ
- กระแสความนิยม ลุกลามสู่ตลาดแรงงานระดับโลกอย่างสหรัฐ ที่ Event Management อาชีพในฝันอันดับ 1 ที่หนุ่ม สาวชาวอเมริกันอยากทำมากที่สุด
- อาชีพที่ว่า เป็นไปตามกระแสหรือไม่ ? เบื้องลึก เบื้องหลัง การทำงานเป็นอย่างไร ?
- ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ มือบริหาร Index บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการ ร่วมเจาะลึกหาคำตอบ !

กับเทรนด์ของการหันหานวัตรกรรมทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อสนองสิ่งสูงสุดในการขยายผลทางธุรกิจไม่ว่าเรื่องของการสร้างแบรนด์ การสร้างรายได้

Event Marketing เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้ และปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก Event เพียงแต่จะเป็นอีเว้นท์พันธุ์แท้ หรืออีเว้นท์พันธุ์ทางก็เท่านั้น

ด้วยกระแสการตอบรับจากผู้ประกอบการ บริษัท ห้างร้านต่างๆ เข้าใช้บริการอีเว้นท์ จึง ส่งผลต่อความการบุคลากรในอาชีพตามมาติดๆ
เรียกได้ว่าตลาดแรงงานขณะนี้ยังมีที่ว่างอีกมาก !

แต่ ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ จำกัด (มหาชน) รีบเกริ่นนำกับ ทีมงาน "Smrat Job" ก่อนเลยว่า Event Management เป็นอาชีพนี้แตกต่างจากอาชีพอื่น เพราะเป็นอาชีพที่อาศัยเพียงแค่คำว่าใจรักไม่พอ ไม่รุ่ง!

เพราะเป็นอาชีพที่มีเงื่อนไขกันตั้งแต่เข้าสู่อาชีพ ที่ว่า ถ้าคุณมีคุณสมบัติ หรือมีศัพท์ตามภาษาปะกิตเหล่านี้อยู่ในตัว alert dynamic redership หรือคนที่มีแบตเตอร์รี่เกินขอเรียนเชิญ! โอกาสความสำเร็จในอาชีพมีเห็นๆ แล้วอาชีพนี้จะเป็นเพียงกระแสหรือไม่ ? เขาตอบว่า

"ถ้าในแง่ของงาน Event Markerting ยังคงต้องมีเช่นเดียวกับการโฆษณา แต่คนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้ ไม่แน่ใจ แต่ในไทยเท่าที่สัมผัสกับเด็กๆ ในมหาลัย วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักอินเด็กซ์แล้วนะครับ แล้วทุกคนกระตือรือร้นอยากทำงานอาชีพนี้ อยากฝึกงาน เหมือนเด็กสมัยหนึ่งที่อยากทำงาน Advertising Agency วันนี้เด็กๆ อยากทำอีเวนท์ แน่นอนกระแสแฟชั่นมันเป็นการสร้างงาน

ถ้าในประเด็นรายได้ก็อาจจะใช่สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าสู่อาชีพนี้ และแนวโน้มรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเด็กจบใหม่ เงินเดือนเริ่มต้นรวมแล้วก็ ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท"

ซึ่ง เกรียงไกร ให้คำนิยามของ Event Marketing ว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดผ่านกิจกรรม ยกตัวอย่างง่ายๆ และเห็นชัด เช่น การเปิดตัวสินค้า แต่ภายในงานนั่นมีโจทย์ทางการตลาดซ่อนอยู่มากมาย

เขาเริ่มเล่าถึงลักษณะของการทำงานว่า เริ่มต้นจากการเข้าใจโจทย์ทางการตลาด ซึ่งรับบรีฟจากลูกค้า ถ้ามีพื้นฐานด้านการตลาดจะทำให้เราเข้าใจโจทย์ได้ง่ายขึ้น จากนั้นแปรรูปของโจทย์ออกมาเป็น communication หรือการสื่อสารในรูปของอีเว้นท์

"ต้องมาเรียนรู้ว่าอีเว้นท์คือการสื่อสาร และจะสื่อสารอะไรออกไปตอบโจทย์ทางการตลาด แล้วเรามากำหนดสตาร์ดิจี้ ว่าจะใช้กับอีเว้นท์ทำอย่างไร แล้วครีเอทไปตามสตาร์ดิจี้ที่ตั้งไว้"

หลังจากนั้นเป็นเรื่องของการบริการจัดการ 1.เมื่อความคิดเป็นแบบนี้บริหารจัดการอย่างไรให้มันเกิดขึ้น 2.เราจะขยายผลลัพภ์ในเชิงธุรกิจอย่างไรให้องค์กร (บริษัทลูกค้า) อยู่ได้ ซึ่งเป็นการบริหารความพึงพอใจของลูกค้าด้วย ขณะเดียวกันธุรกิจก็ยังอยู่ได้ สุดท้ายคือการผลิต การดีไซน์แสง สี เสียง ทุกอย่างล้วนเป็นการสื่อสารที่จะสื่อสิ่งที่เราคิดออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพลง หรืออาหารในงาน ก็เล่าเรื่องได้ เรียกว่าเทิร์นคีย์ตั้งแต่ต้นจนจบ

เขายกตัวอย่างงานใกล้ตัวที่ทำสำเร็จสร้างความพึงใจให้กับลูกค้าและคว้า รางวัลระดับโลก ประเภท เบส อีเวนต์มาร์เก็ต แคมเปญ จากอเมริกา มาแล้ว คือเครื่องดื่มบำรุงกำลังกระทิงแดงในปี พ.ศ. 2547 เป็นการนำโชว์มาจากต่างประเทศ และเป็นการคิดต่างจากเครื่องดื่มบำรุงยี่ห้ออื่นๆ ที่ขณะนั้นล้วนเป็น Music Marketing งานจึงเริ่มตั้งแต่

1.วิเคราะห์จากแบรนด์ในอุตสาหกรรมของเขา ย้อนไป 30 ปีว่าทำอะไรมาบ้าง สำเร็จหรือไม่สำเร็จอย่างไรบ้าง

2.จากนั้นมาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด ว่าเป็นรีดเดอร์หรือมาร์เก็ตแชร์ เป็นอย่างไร ใครคือคู่แข่ง และดูถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นอย่างไร

และ 3.มาดูคู่แข่งขันในตลาดว่างานอีเว้นท์เขาใช้อะไรอยู่ จะเห็นว่าใช้ Music Marketing กันหมด จึงมาวิเคราะห์กันว่า แล้วเราก็เสนอสิ่งใหม่เอาโชว์เข้ามาจากเมืองนอก

"ถ้าคิดว่าง่ายมันก็ง่ายในการเอาโชว์มา แต่มีเหตุผลมากกว่านี้คือมามองที่คอนซูเมอร์อินไซค์ว่า
1.ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสได้ดูแบบนี้มากนัก
2.ถ้าใช้มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ก็ต้องดูว่าที่มิวสิคมาร์เก็ตติ้งที่เหลืออยู่มีนักร้องที่เป็นช้อยส์บ้าง หรือเปล่า
3.การที่เราเอานักร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง มีข้อดีก็มีข้อเสีย อย่างถ้าผมไม่ชอบไมโคร ผมก็ไม่ไปฟังไมโครมั๊ง ถ้าเราขีดเส้นตรงนั้น มันก็เหมือนชาวบ้านเอาวงดนตรีไปเล่น ไม่มีความเป็นยูนีค"

"ที่เราวางก็คือ ดูจากคู่แข่งว่าเราต้องการฉีก พอจะฉีกอย่างไรตรงนี้มันเริ่มยาก เราก็กลับมาดูแบรนด์ไดเรคชั่นที่เขาไปคือลูกผู้ชายตัวจริง พอขีดเส้นตรงนี้เขามีแล้ว อะไรคือลูกผู้ชายตัวจริง โชว์แบบนี้คือลูกผู้ชายตัวจริง แล้วผู้ชายก็ชอบดู ตื่นเต้นดี"

เมื่อความคิดเป็นระบบแบบนี้ ส่วนประกอบอื่นที่ลูกค้าต้องการคือ brand switching เพราะโอกาสการเติบโตสู่ตลาดใหม่มันยาก จึงทำแผนตลาดรวมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกำหนดจังหวัดที่จะไปแสดง ราคาเข้าชมเท่าไหร่

"เราเริ่มต้นจากสิ่งที่ลูกค้า คือเกินความคาดหมายของลูกค้า บรีฟแรกที่ลูกค้าให้มา คือทำการเปิดตัวกระทิงแดงที่เป็นแพคเกจใหม่ แต่วันที่เรากลับไปเสนอลูกค้ามันไปไกลว่านั้น เราเสนอรูปแบบถ้าคุณทำแล้วมันน่าจะเวิร์คแล้วเราทำงานกับลูกค้าใกล้ชิด ลูกค้าเห็นด้วย เราไม่เห็นด้วย ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ"

เมื่อมองกันที่การทำงาน เกรียงไกร บอกว่า ธุรกิจอีเว้นท์ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้ที่มีความหลากหลายมากๆ เช่น ความรู้ด้านการตลาด ด้านการสื่อสาร ความรู้ด้านการดีไซน์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งคนจะมีครบหมด บางคนต้องรู้ด้าน engineer บางคนต้องมีความรู้ด้าน artistic ดูทุกอย่างสวยงาม หรือมีทักษะ ด้านบริการจัดการ เข้าใจทุกอย่างสามารถบริหารงานได้

ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่วาไรตี้ มีคนที่จบการศึกษาหลากหลายเข้ามาทำงานร่วมกัน แต่ถ้าจบด้านการสื่อสารหรือการตลาดมาจะค่อนข้างตรงกับงานอีเว้นท์มากที่สุด เพราะเป็นงานที่ใช้ทักษะในส่วนนี้ค่อนข้างมาก

"แต่ถ้าเรียนอาร์ต แอคติ้ง งานดีไซน์ ก็มีงานส่วนต่างๆ ขึ้นมารองรับ ไม่ว่าเรื่องอีเวนท์ดีไซน์เนอร์ โปรดิวเซอร์ ที่จำเป็นต้องมีทักษะด้านกำกับการแสดง"

เกรียงไกร บอกกว่า ต้องเป็นคนไดนามิค หรือถ้าเรียนมหาวิทยาลัย คือเด็กทำกิจกรรม มีบุคลิกภาพที่เข้ากับคนได้ง่าย เพราะต้องนำทักษะนี้มาบริหารจัดการคนในการทำงานร่วมกัน หรือมีคาแรคเตอร์ที่ต้องเจ้ากี้ เจ้าการ เพราะงานจะต้องสัมพันธ์กับคนค่อนข้างมาก
ซึ่งเป็นเบสิคของคนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้ และทำได้ดี

หากมองกันที่ตลาดแรงงาน ความต้องการบุคลากรในอาชีพนี้ เขาบอกว่าสูงมาก เพราะเป็นเซคชั่นที่มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว และทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะอีเว้นท์เพียงอย่างเดียว เพราะมีเรื่องของซัพพลายต่างๆ ไม่ว่าดอกไม้ คอสตูม พริตตี้ อาหาร เข้ามาเกี่ยวข้อง

"มีมุมที่เปลี่ยนไปตั้งเยอะ เติมที่ลูกค้าอาจทนได้กับเต้นท์สีเขียว สีแดง ก็ทนได้ เพราะเมื่อก่อนคนไทยมองแค่ฟังชั่นว่าเต็นท์แค่ให้ร่ม วันนี้เกิดอะไรขึ้น เต้นท์ ต้องสวย ก็มีบริษัทให้เช่าเต้นท์ เก้าอี้ต้องสวยด้วย แปลก ๆ ไปถึงอาหารเข้าปากแค่อร่อย แต่วันนี้ขอจานสวยบริกรเสิร์ฟดีๆ ทำให้ธุรกิจนี้โตทั้งอุตสาหกรรม เมื่อก่อนร้านดอกไม้ขายงานศพ เยี่ยมคนป่วย ส่งให้หญิง แต่ตอนนี้ดีไซน์สวยไหม และเริ่มถามแล้วว่าใครจัด"

แต่สิ่งท้าทายในอาชีพกลับไม่ใช่ที่เนื้องาน เขาย้อนกลับมาตั้งแต่ การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพต่างหาก ซึ่งต้องถามใจตัวเองว่ารักในอาชีพนี้หรือไม่ เพราะเป็นอาชีพที่เหนื่อย

"ถ้า คุณตั้งเป้าว่าอยากทำงานสบายๆ 6 โมงก็เลิกงาน เสาร์ อาทิตย์ก็หยุด คิดอย่างนี้อย่ามาทำ แสดงว่าคิดผิดตั้งแต่เริ่มต้น เป็นอาชีพที่ต้องการคนที่ใส่แบตฯ เกิน พ่อแม่คนอื่นใส่กัน 2 ก้อนแต่นี้ใส่มา 5-6 ก้อน aiert เกินมนุษย์มะนา อาชีพนี้ต้องเป็นแบบนี้"

ส่วนความสำเร็จในอาชีพวัดกันที่ตรงไหนและอะไรเป็นตัวชี้วัด เขาบอกว่า ยอมรับกันที่ความสามารถของผลงาน แต่ถ้าความสามารถในเชิงธุรกิจคือผลประกอบการ หรือสุดท้ายของอาชีพนี้ก็คือการมีผลงานดี คนจ้าง มีรายได้ สำเร็จในเชิงธุรกิจ

ส่วนความสำเร็จในอาชีพวัดกันที่ตรงไหนและอะไรเป็นตัวชี้วัด เขาบอกว่า ยอมรับกันที่ความสามารถของผลงานและความสามารถในเชิงธุรกิจคือผลประกอบการ หรือสุดท้ายของอาชีพนี้ก็คือการมีผลงานดี คนจ้าง มีรายได้ สำเร็จในเชิงธุรกิจ

"ถ้าเป็นคนไม่หยุดนิ่งแล้วไม่ตีกรอบตัวเองว่าฉันเก่งเฉพาะเรื่องนี้ แล้วคุณขยายความเก่งของคุณ cover area ใน total business ได้หมดจริงๆ คุณก็เป็นเบอร์ 1 ได้ แต่ถ้าคุณเก่งเรื่องเดียวน้องๆ จะเชื่อใครสักคน ที่ให้คำตอบเราได้และเป็นคำตอบที่ดี"
ส่วนด้านการเติบโตในอาชีพ จะต่อยอดจากจุดเริ่มต้นได้อย่างไรนั้น เขาให้ความเห็นว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของคนในอาชีพนี้คือการเป็น TOP

แต่การมาเป็น Top การที่คุณเป็นเจ้าของกิจการเอง กับการเป็น professional management บางคนเองไม่เหมาะกับการเป็นเจ้าของกิจการ เพราะมีตัวแปรค่อนข้างมาก บางคนอาจเก่งมากพอกระโดดมาทำเองไม่เก่งคนทำอีเว้นท์เก่งกับคนที่เป็นเจ้าของ กิจการ มันคนละเรื่องกัน !

ที่มา: http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=41277

วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

เมื่อมาถึงทางตันแห่งชีวิต

เมื่อมาถึงทางตันแห่งชีวิต

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550

คนเราโดยทั่วไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะมีความรู้ว่าอาชีพ หรืองานที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้น ไม่ไปถึงไหนสักที ชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน หรือแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัว ก็ดูเหมือนจะไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที เรียกได้ว่าถึงทางตันของการทำงานแล้ว ไม่ทราบท่านผู้อ่าน ได้เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้บ้างไหมครับ? ถ้าเคยหรือเป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่ต้องหวั่นนะครับ เนื่องจากมีการค้นพบว่าการมาถึงทางตันนั้น กลับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้เราเติบโตต่อไป เรียกได้ว่าเป็นวิกฤติที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของแต่ละคน เพียงแต่เราจะรู้จักหนทางที่จะผ่าทางตันเพื่อการเติบโตของเราต่อไปหรือไม่ เท่านั้นเองครับ

มีนักวิชาการคนหนึ่งชื่อ Timothy Butler ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ Career Development Program ที่ Harvard Business School อีกทั้งเป็นนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาทางด้านอาชีพมานาน ได้ทำวิจัยและได้ให้ข้อเสนอแนะในการผ่าทางตันนี้ไว้ครับ

แต่ก่อนที่จะมาดูวิธีผ่าทางตัน เราลองมาดูก่อนนะครับว่าเจ้าคำว่าทางตันที่ผมใช้นั้นจริงๆ แล้วหมายถึงสิ่งใด? Butler ระบุไว้ครับว่าช่วงที่เราเผชิญทางตันแห่งชีวิตนั้น เป็นช่วงระยะเวลาที่คนเกือบทุกคนจะต้องเคยเผชิญหรือผ่านพ้นมา โดยเริ่มจากความรู้สึกหดหู่ รันทด หาทางออกให้กับชีวิตไม่เจอ ไม่รู้จะไปทางไหน และหลายครั้งก็จะหันกลับมาโทษตัวเองว่า ตัวเองมีอะไรผิดปกติตรงไหน ถึงยังได้ติดอยู่ในที่เดิม สถานการณ์เดิม และไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที ท่านผู้อ่านลองสำรวจตัวของท่านเองก็ได้ครับ แล้วลองถามตัวเองว่า เคยมีคำพูดเหล่านี้อยู่ในใจหรือไม่? “ฉันทำบางอย่างผิดพลาด หรือ ฉันไม่ประสบความสำเร็จ หรือ ฉันไม่สามารถทำงานได้เต็มตามความสามารถที่มี หรือ ฉันทำงานได้ไม่ดี หรือ ฉันมองไม่เห็นความท้าทายใหม่ๆ หรือ ฉันไม่รู้สึกจูงใจในการทำงาน”

ถ้าท่านผู้อ่านเคยมีคำพูดเหล่านี้อยู่ในใจ แสดงว่าท่านผู้อ่านเคยผ่านช่วงเวลาหนึ่งแห่งชีวิตที่เรียกได้ว่าหาทางออกไม่ เจอ ถึงทางตัน ซึ่งจริงๆ แล้วทางตันดังกล่าวก็ไม่ใช่ในเรื่องของการทำงานอย่างเดียวนะครับ เรื่องชีวิตส่วนตัวก็เช่นเดียวกันครับ ท่านเพียงย้อนกลับไปคิดดูแล้วท่านก็จะพบว่าท่านก็ได้ผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ กันมาบ้างแล้ว บางท่านอาจจะเกิดขึ้นบ่อย บางท่านอาจจะไม่บ่อย

คำถามสำคัญต่อมาคือทำไมคนเราถึงได้มีอารมณ์หรือ ความรู้สึกในลักษณะดังกล่าวได้? เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุผิดปกติอะไรหรือเปล่า? สิ่งที่ Butler เขาค้นพบคือ ไม่มีสาเหตุที่แน่นอนหรือชัดเจนครับ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญหรือจำเป็นต้องมีความก้าว หน้าในด้านต่างๆ ของคนเรา เรียกได้ว่าถ้ามาถึงจุดต่ำสุดแล้ว คนเราทุกคนก็ย่อมจะแสวงหาทางออกด้วยตนเองในการพลิกฟื้นให้ได้

ท่านผู้อ่านต้องอย่านึกถึงเจ้าทางตัน หรือช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเรื่องของความล้มเหลว หรือการขาดความสามารถของตัวท่านเองครับ แต่ควรจะมองว่าเป็นเสมือนสิ่งที่ธรรมชาติต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อให้เราได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการในการทำงาน เพื่อผ่าทางตันเหล่านั้นออกมาให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายังคิด ทำงาน หรือ หาทางแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีการเดิมๆ เราก็ไม่สามารถที่จะผ่าทางตันออกมาได้ ดังนั้นถ้าเรามองในอีกมุมหนึ่ง จังหวะหรือช่วงเวลาของชีวิตในช่วงดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อ การพัฒนาของแต่ละคน

มีการค้นพบว่าผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะเกิดภาวะเจอทางตัน มากกว่าผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มั่นคง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ล้วนแล้วแต่ สามารถนำไปสู่ทางตันของชีวิตได้ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ ในปัจจุบันผมเริ่มพบกับผู้บริหารหลายท่านที่ได้รับ Package ให้ออกจากบริษัท หรือ พูดง่ายๆ ก็คือให้ออกนั้นเอง เนื่องจากบริษัทประสบกับปัญหาการดำเนินงาน หรือ บริษัทไปควบรวมกับบริษัทอื่น หรือ บริษัทไม่เห็นถึงความจำเป็นของหน่วยงานเราอีกต่อไป หลายๆ ท่านที่เผชิญกับสถานการณ์ในลักษณะดังกล่าว อาจจะเกิคความรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ หรือ รู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็ได้ แต่หลายท่านก็สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในการแสวงหาช่องทางหรือแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน

ผมเองก็มีลูกศิษย์หลายคนครับที่ในขณะนี้เริ่ม เข้าสู่ช่วงนี้เหมือนกัน เนื่องจากจบ MBA มาแต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ (ไม่ได้เลือกมากด้วย) หรือ นิสิตปริญญาตรีบางคนจบมาด้วยเกรดที่สูง กลับหางานได้ช้ากว่าผู้ที่จบด้วยเกรดที่ต่ำกว่า ทำให้นิสิตเหล่านี้เริ่มกลับมาตั้งคำถามให้กับตัวเองเหมือนกันนะครับว่า เรียนมาสูงๆ เพื่ออะไร? หรือ จะตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดีๆ เพื่ออะไร? เป็นต้น ซึ่งก็เรียกว่าเป็นช่วงที่เข้าสู่ทางตันของคนรุ่นใหม่เหล่านี้เหมือนกัน

ถ้าบางคนสามารถผ่าทางตันหรือพลิกวิกฤติให้เป็น โอกาสได้ ก็จะทำให้ตนเองมีการเติบโตขึ้นไปอีกขั้นครับ บางคนหาทางออกโดยการบวชเรียน และมีทีท่าว่าจะไม่สึก หรือ บางคนแทนที่จะไปสมัครงาน ก็สร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมา เอาไว้ในสัปดาห์หน้าเรามาดูกันนะครับว่านักวิชาการจากรั้ว Harvard เขามีข้อเสนออย่างไรในการผ่าทางตันแห่งชีวิต

********************************

การรับรู้และก้าวข้ามทางตัน

มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2550

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เริ่มต้นไว้ด้วยเรื่องของทางตันของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านเคยประสบกันมา โดยในช่วงเวลาดังกล่าวภาวะทางจิตใจเราจะรู้สึกหดหู่ ทำงานใดๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งถึงทางตันที่หาทางออกไม่เจอ ซึ่งเป็นช่วงที่แต่ละคนจะรู้สึกแย่หรือตกต่ำที่สุด อย่างไรก็ดี ถ้ามองโลกในอีกแง่มุมหนึ่ง เราจะพบว่าการถึงทางตันนั้น กลับกลายเป็นจุดพลิกผันที่นำไปสู่ความสำเร็จของเราในขั้นต่อไปได้นะครับ เพียงแต่เราจะต้องเรียนรู้ มีกำลังใจ พร้อมจะเปิดใจให้กว้าง และแสวงหาโอกาสหรือแนวทางใหม่ๆ

เจ้าทางตันที่ว่านั้นอาจจะเกิดขึ้นในหลายๆ สถานการณ์ครับ ทั้งชีวิตส่วนตัว เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเรียนหนังสือ หรือในการทำงาน ในช่วงนี้ก็เชื่อว่ามีหลายท่านที่เริ่มเข้าสู่ภาวะดังกล่าว เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องลดหรือปลดจำนวนพนักงาน ในขณะที่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามาใหม่ๆ หลายคน ก็ยังไม่ได้งานตามที่ตนเองอยากได้

เชื่อว่าในช่วงแรกบุคคลต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่จะมีความรู้สึกที่หดหู่ ขาดกำลังใจ มองหาทางออกไม่เจอครับ เพียงแต่ถ้าสามารถก้าวข้ามหรือก้าวผ่านทางตันนี้ไปได้ โอกาสพลิกผันหรือโอกาสก้าวหน้าก็ย่อมจะกลับมาอีกครั้งครับ

ในต่างประเทศเองเขาก็ได้มีการศึกษาเรื่องพวกนี้ กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Getting Unstuck เขียนโดย Timothy Butler ที่อธิบายถึงแนวทางในการก้าวข้ามทางตันที่เกิดขึ้นในจิตใจเราครับ โดยในหนังสือเล่มดังกล่าวเขาได้แนะนำขั้นตอนในการเผชิญหน้า และการก้าวข้ามทางตันไว้ทั้งหมดหกขั้นตอนครับ เราลองมาดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง

ขั้นแรก เป็นช่วงที่เริ่มประสบกับปัญหาหรือวิกฤติครับ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มประสบปัญหาครับ เช่น สมัครงานเท่าไร ก็ไม่ได้งานซะที หรือถูกปลดออกจากบริษัทแล้วยังไม่สามารถหางานใหม่ได้ เมื่อเราประสบกับขั้นนี้ก็มักจะดื้อ หรือมุมานะในการทำสิ่งเดิมต่อไปเรื่อยๆ เช่น พอสมัครงานไม่ได้ หรือ ไม่มีที่ไหนเรียก ก็ยังดิ้นรนส่งใบสมัครไปเรื่อยๆ ได้เห็นบัณฑิตบางคนส่งไปตั้ง 6-70 แห่งก็มีครับ

ขั้นที่สอง เป็นช่วงที่วิกฤติเริ่มลุกลามและลึกขึ้นเรื่อยๆ ครับ เราเริ่มพบว่าวิธีการเดิมๆ ที่ใช้หรือพยายามอยู่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใด ในขั้นนี้ที่เราจะเริ่มถึงทางตันอย่างชัดเจนแล้วครับ และสิ่งที่มักจะตามมา คือการวิจารณ์ตัวเองครับ ความมั่นใจในตัวเองหรือความเชื่อมั่นที่มีอยู่เริ่มหดหายไป เช่น ความมั่นใจที่สร้างขึ้นมาสมัยการเรียนหนังสือ จนกระทั่งได้เกรดดีๆ และปริญญาระดับสูง ก็เริ่มหดหายไป หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับตัวเองเหมือนกันว่า จะเรียนหนังสือดีๆ หรือสูงๆ ไปเพื่ออะไร


หรือบางคนก็เริ่มกลับมาคิดว่า จริงๆ แล้วตัวเองอาจจะเป็นคนไม่เอาไหนก็ได้ ความท้อแท้ ความหดหู่ ความรู้สึกว่าหาทางออกให้กับสิ่งต่างๆ ไม่ได้ ก็มักจะเป็นเอามากในช่วงนี้ครับ ที่นี้ความท้าทายก็คือท่านผู้อ่านจะต้องก้าวข้ามขั้นที่สองไปสู่ขั้นที่สาม ให้ได้ครับ เนื่องจากถ้ามัวแต่วนเวียนอยู่แต่ในขั้นที่สอง ก็จะกลายเป็นคนหดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวังไปเลย และสุดท้าย ก็จะหาทางออกให้กับชีวิตไม่เจอครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่เข้าสู่ขั้นที่สอง ต้องพยายามก้าวสู่ขั้นที่สามให้ได้นะครับ

ขั้นที่สาม เป็นขั้นที่เริ่มตระหนักว่า วิธีการหรือสิ่งเดิมๆ ที่คิดและทำอยู่นั้นไม่ได้ผลครับ เราเริ่มเปิดหู เปิดตา มองหาประสบการณ์ หรือทางเลือกใหม่ๆ จากขั้นที่สามก็ต่อเนื่องมายังขั้นที่สี่เลยครับ ซึ่งจะต่อเนื่องกันอย่างใกล้ชิด

ขั้นที่สี่ เป็นขั้นของการรับรู้ต่อข้อมูลใหม่ๆ และทำให้เราเริ่มมีกรอบความคิดหรือวิธีการคิดแบบใหม่ๆ มากขึ้น

ขั้นที่ห้า เป็นขั้นของการย้อนกลับมาสำรวจพิจารณาตัวเองมากขึ้น ทำให้เราเริ่มมีทัศนคติหรือมุมมองใหม่ๆ ต่อสิ่งต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งประสบการณ์มากขึ้น จะยิ่งทำให้เรามีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ในขั้นนี้เราจะเริ่มรู้มากขึ้นว่า สิ่งใดที่เราทำแล้วมีความสุข สิ่งใดที่ทำแล้วมีความหมายต่อเรา นอกจากนี้ ยังทำให้เรารู้ว่าในสถานการณ์หรือสภาพการณ์แบบใดที่เหมาะสมกับเราที่สุด


เรียกได้ว่า ในขั้นนี้เป็นขั้นของการย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองเป็นสำคัญครับ และผลจากการพิจารณาตัวเอง ก็ทำให้เราทราบว่าควรจะ หรือต้องทำอะไร เพื่อก้าวข้ามทางตันในชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในขั้นที่ห้านั้นก็เป็นเหมือนกับนำหลักในเรื่องของการจูงใจ เข้ามาใช้ครับ

ขั้นสุดท้ายหรือขั้นที่หก เป็นขั้นของการนำสิ่งที่คิดจะทำหรือวางแผนไว้ไปปฏิบัติจริงๆ ครับ จากการที่เราเผชิญกับทางตัน และทำให้เราย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสหรือทางเลือกใหม่ๆ จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ ถ้าสิ่งใหม่ๆ ที่มองหรือแสวงหานั้น จะไม่ได้รับการนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ เช่น ถ้าหางานทำไม่ได้ เราอาจจะย้อนกลับมาพิจารณาสิ่งที่ตนเองชอบและอยากจะทำ และแทนที่จะไปทำงานเป็นลูกจ้างผู้อื่น เราอาจจะเริ่มทำกิจการของตัวเองในสิ่งที่ตัวเองถนัดแทน

ซึ่งกระบวนการคิดนั้นจะจบลงที่ขั้นที่ห้า แต่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนจริงๆ ก็ต่อเมื่อมีการนำไปปฏิบัติในขั้นที่หกครับ

เนื้อหาในสองสัปดาห์นี้ อาจจะจับต้องได้ลำบากนะครับ แต่ข้อความสำคัญที่อยากจะสื่อถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน คือเมื่อเผชิญวิกฤติหรือสิ่งที่คิดว่าเป็นทางตันแห่งชีวิตแล้ว อาจจะเป็นโอกาสที่ดีให้กับท่านในการพิจารณาตัวเอง และหาทางเลือกและโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งสุดท้าย ก็จะเข้าสู่ปรากฏการณ์ ที่เราเรียกว่า "พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส" ได้นะครับ