การสร้างแรงบันดาลใจเพื่อไปสู่ความสำเร็จ
หากอ่านแล้วไม่นำไปปฏิบัติ ก็ไม่อาจทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ ต้องลงมือปฏิบัติอย่างยืนหยัด ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอเท่านั้น จึงจะสามารถสร้างนิสัยแห่งความสำเร็จ และช่วยให้ผู้ปฏิบัติประสบความสำเร็จในชีวิตได้
ตอนเริ่มต้น: เราจะเป็นอย่างที่เราคิด
ตอน 1 เราคือ ผู้สร้างโลกของตัวเอง
ตอน 2 อานิสงส์ของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน
ตอน 3 การกินช้างหรือการเดินทางหนึ่งพันลี้
ตอน 4 อานิสงส์ของการมีทักษะ
ตอน 5 อุปสรรคของความสำเร็จ
ตอน 6 การผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์
ตอน 7 ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย
ตอน 8 ความพากเพียรคือเครื่องหมายของความสำเร็จ
ตอน 9 การลงทุนเวลาเพื่อความสำเร็จ
ตอน 10 การพัฒนาชีวิต
ตอนจบ
ตอนเริ่มต้น: เราจะเป็นอย่างที่เราคิด
ความสำเร็จเป็นผลของ เจตคติ เจตคติคือ นิสัยการคิด นิสัยไม่ใช่สัญชาตญาณ หากแต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดจากการทำซ้ำ ดังนั้น การคิดดี พูดดี ทำดี ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจะกลายเป็นนิสัยที่ดี ซึ่งเป็นนิสัยแห่งความสำเร็จ นักคิดผู้ยิ่งใหญ่ล้วนคิดตรงกันในประเด็นที่ว่า เราจะเป็นอย่างที่เราคิด อาทิ
พระวจนะหนึ่งของ พระพุทธเจ้า คือ จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว
โซโลม่อน กล่าวว่า เพราะมนุษย์คิด ในหัวใจของเขา เขาจึงเป็นเช่นนั้น
มาร์คัส ออเรลีอุส เขียนไว้ว่า ชีวิตของมนุษย์คือ สิ่งที่ความคิดของเขาสร้างขึ้น
ราฟ วัลโด อีเมอร์สัน ก็ยืนยันว่า คนผู้หนึ่งคือ สิ่งที่เขาเฝ้าวนเวียนคิดอยู่ตลอดวัน
คนเราจึงเป็นในสิ่งที่เรา โปรแกรม สมองเราไว้ คนที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่โปรแกรมเรื่องราวของความสำเร็จไว้ในสมองของเขาหรือเธอ ส่วนคนที่น่าสังเวชจะนำเอาแต่เรื่องแย่ๆ ใส่สมอง ดังนั้น ขอให้เราจงเป็น โปรแกรมเมอร์ เพื่อพัฒนาโปรแกรมด้วยตนเอง โดยพัฒนาแต่สิ่งดีๆ ไว้ในสมอง และหลีกเลี่ยงการนำเรื่องแย่ๆ ใส่สมอง โปรดจำไว้ว่า เราจะเป็นอย่างที่เราคิด
ดังนั้น จงตั้งใจให้แน่วแน่ในการนำเอาหลักการที่นำเสนอนี้มาปรับปรุงตนเอง เพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่วินาทีนี้
ตอน 1 เราคือผู้สร้างโลกของตัวเอง
ความคิดเป็นตัวสร้างโลกของเราเอง ดังบทสรุปที่ยิ่งใหญ่ของทุกศาสนา ทุกปรัชญา อภิปรัชญา และจิตวิทยา ที่ว่า
... คุณจะเป็นอย่างที่คุณคิดเกือบตลอดเวลา โลกภายนอกของคุณ คือ ภาพสะท้อนโลกภายในของคุณ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่คุณคิด ทุกอย่างที่คุณคิดจะโผล่ออกมาในความเป็นจริงของคุณอย่างต่อเนื่อง ... (ไบรอัน เทรซี่, 2003: 8).
นั่นหมายถึง หากเราคิดว่าตัวเองโง่ ล้มเหลว สู้คนอื่นไม่ได้ หากคิดเช่นนี้บ่อยครั้ง ความคิดเหล่านี้จะไปตอกย้ำความล้มเหลว และสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นก็คือ ความท้อแท้ ความห่อเหี่ยว และหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ (โลกภายนอก) ในที่สุดก็จะประสบความล้มเหลวจริงๆ ทั้งในเรื่องการเรียนและการทำงาน เพราะนั่นคือ การสาปแช่งตัวเอง วาจาของตนศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าวาจาของคนอื่น ในทางตรงข้าม หากเรารักและนับถือตนเอง เราก็จะตอกย้ำแต่สิ่งดีๆ ให้กับตนเอง ให้พรตัวเอง มีความเชื่อว่า เราต้องทำได้ เพราะคนจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จนั้น เขามีพื้นฐานทั่วไปแทบไม่แตกต่างจากเราเลย ให้เรานึกถึงภาพแห่งความสำเร็จของตนเอง แล้วตั้งเป้าหมายที่ต้องการไว้ จากนั้นวางแผนเพื่อนำไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้
กฎสู่ความสำเร็จข้อหนึ่งคือ ไม่สำคัญว่าเราจะมาจากไหน ที่สำคัญคือ เราจะไปไหน และที่ที่เราจะไปนั้นถูกกำหนดด้วยตัวเราหรือไม่ นั่นคือ เราเป็นผู้ตั้งเป้าหมายนั้นหรือไม่ เพราะ.. เป้าหมาย คือ เชื้อเพลิงในเตาหลอมแห่งความสำเร็จ
การดำเนินชีวิตโดยปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจนเปรียบเสมือนการขับรถท่ามกลางหมอกหนาทึบ ไม่ว่ารถของเราจะมีประสิทธิภาพดีเพียงใดก็ตามและแม้จะขับบนถนนที่เรียบที่สุด เราก็ยังต้องขับช้าๆ อย่างหวาดกลัว ส่วนการดำเนินชีวิตที่มีเป้าหมายชัดเจนนั้น เปรียบเสมือนการขับรถที่ปราศจากหมอกควันมาบดบัง จึงสามารถเหยียบคันเร่งแห่งชีวิตให้ทะยานไปข้างหน้าเพื่อมุ่งไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วและมั่นคง
ตอน 2 อานิสงส์ของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน
ระหว่างปี ค.ศ. 1979 ถึง 1989 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาดได้ทำการศึกษาพบว่า การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนส่งผลให้เราประสบความสำเร็จด้านรายได้ โดยในปี ค.ศ. 1979 นักวิจัยได้ถามนักศึกษาที่สำเร็จ MBA กลุ่มหนึ่งว่า "คุณตั้งเป้าหมายอนาคตของคุณที่ชัดเจนโดยเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและวางแผนที่จะทำมันให้สำเร็จหรือเปล่า" ผลปรากฏดังนี้
3% ตอบว่า ได้เขียนเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษร และมีการวางแผนไว้
13% ตอบว่า มีเป้าหมาย แต่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
84% ตอบว่า ไม่มีเป้าหมาย
จากนั้นสิบปีต่อมาคือ ในปี ค.ศ.1989 นักวิจัยได้สัมภาษณ์นักศึกษากลุ่มนั้นอีกครั้ง ผลปรากฏดังนี้ กลุ่ม 13% ที่ตอบว่ามีเป้าหมายแต่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นกำลังหาเงินได้โดยเฉลี่ยเป็น 2 เท่าของนักศึกษากลุ่ม 84% ที่ตอบว่าไม่มีเป้าหมาย แต่ที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือ กลุ่ม 3% ที่ตอบว่าได้เขียนเป้าหมายเป็นลายลักษณ์อักษรและมีการวางแผนไว้นั้น สามารถหาเงินได้โดยเฉลี่ยเป็น 10 เท่าของเราทั้งสองกลุ่มที่เหลือ ...นี้คือ อานิสงส์ของการมีเป้าหมายที่ชัดเจน
ดังนั้นนักศึกษาที่กำหนดเกรดคาดหมายไว้ล่วงหน้า เขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรและมีแผนการที่จะบรรลุมันก็น่าจะประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกันกับกลุ่ม 3% ข้างต้น เพราะการเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรคือ การให้พันธะสัญญาไว้กับตัวเอง
ตอน 3 การกินช้างหรือการเดินทางหนึ่งพันลี้
พูดถึงการกินช้างหรือการเดินทางหนึ่งพันลี้ สำหรับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จอาจร้องยี้เพราะนึกถึงการกลืนช้างหรือความไกลของระยะทาง แต่สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จแล้วจะมองเป็นเรื่องปกติ เพราะมีความอดทนสูง เทคนิคการกินช้างก็คือ การกัดทีละคำ ส่วนเทคนิคการเดินทางหนึ่งพันลี้ก็คือ การเริ่มต้นด้วยก้าวแรก (ขงจื๊อ)
ดังนั้น การทำแบบฝึกความพร้อมก่อนสอบให้ได้ทั้ง 30 ข้อก็เริ่มต้นเพียงข้อเดียว จากนั้นก็ทำต่อทีละหนึ่งข้อเท่านั้น คนที่ประสบความสำเร็จจะนึกถึงวิธีการแก้ไขปัญหาตลอดเวลา ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จจะนึกถึงอุปสรรคเกือบตลอดเวลา
ตอน 4 อานิสงส์ของการมีทักษะ
สมมติว่าเราต้องการหาหนังสือเล่มหนึ่งในห้องสมุด แต่ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน เราอาจใช้เวลาค้นหาเป็นชั่วโมงในครั้งแรก แต่ในครั้งต่อๆไป เราจะใช้เวลาหาหนังสือเล่มเดิมเพียงไม่กี่นาที เปรียบเสมือนการแก้ปัญหาโจทย์เลขบางข้ออาจใช้เวลานานกว่าจะทำเสร็จ แต่เมื่อพบโจทย์เลขทำนองเดียวกันอีกในครั้งต่อไป ก็จะใช้เวลาทำเพียงไม่กี่นาทีเพราะเรามีทักษะในการแก้ปัญหาโจทย์เลขลักษณะนั้นๆแล้ว การแก้ปัญหาโจทย์เลขเป็นทักษะที่ฝึกฝนได้ การฝึกความพร้อมก่อนสอบจะช่วยให้เราเกิดทักษะและสามารถทำข้อสอบได้ทันเวลา นี่คือ อานิสงส์ของการมีทักษะ
ตอน 5 อุปสรรคของความสำเร็จ
คนส่วนใหญ่ยอมแพ้ตั้งแต่ก่อนที่จะพยายามในครั้งแรกด้วยซ้ำ เหตุผลที่เขายอมแพ้ก็เพราะกลัวอุปสรรคและความล้มเหลว ความจริงก็คือ ทุกเส้นทางสู่ความสำเร็จล้วนมีอุปสรรคและคนที่ประสบความสำเร็จมักจะล้มเหลวบ่อยกว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่คนที่ประสบความสำเร็จจะมีความพยายามมากกว่า โปรดจำว่า ไม่มีใครเกิดมา ล้มเหลว มีแต่ ล้มเลิก เสียก่อน
โจทย์เลขข้อหนึ่ง ๆ อาจมีวิธีการแก้ปัญหาได้หลายวิธี หากเรามีความพยายามที่เพียงพอแล้ว ย่อมจะหาหนทางในการแก้ปัญหาโจทย์นั้น ๆ ได้ในที่สุด คนที่ประสบความสำเร็จจะมีความคิดว่า ทุกปัญหามีทางแก้ แต่คนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักจะมีความคิดว่า ทุกทางแก้มีปัญหา
ตอน 6 การผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์
กฎ 80/20 บอกว่า 20% ของกิจกรรมจะเป็นตัวกำหนดคุณค่าของกิจกรรมอีก 80% ที่เหลืออยู่ นั่นคือ ถ้าเรามีงาน 10 อย่างที่ต้องทำให้เสร็จ จะมีงานเพียง 2 อย่างที่มีค่ามากกว่างาน 8 อย่างที่เหลือรวมกัน ถ้าเราไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้หมดก็ควร ผัดวันประกันพรุ่งในงาน 8 อย่าง เรียกว่า การผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์และฝึกวิธีการทำงานตามหลัก ABCDE ต่อไปนี้
A คือ งานที่สำคัญมาก และมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสำเร็จ
B คือ งานที่สำคัญรองลงมา หากไม่ทำจะมีผลกระทบน้อยกว่า A
C คือ งานที่น่าทำ หากไม่ทำก็ไม่เป็นไร เช่น การอ่านหนังสือพิมพ์ เป็นต้น
D คือ งานที่อาจมอบให้คนอื่นทำแทนได้ เพื่อนำเวลาไปทำงาน A
E คือ งานที่ไม่สำคัญ หากไม่ทำก็ไม่มีผลกระทบใดๆเกิดขึ้น
คนที่ประสบความสำเร็จจะทำงาน A ก่อนเสมอ หากงาน A มีหลายอย่างก็ทำทีละอย่าง โดยเลือกงานที่ใช้เวลาที่สั้นที่สุดก่อน เพื่อเป็นรางวัลและให้กำลังใจสำหรับการทำงานสำคัญที่สุดชิ้นต่อไป การผัดวันประกันพรุ่งงาน A คือ การล่อลวงตัวเองให้พ้นจากเส้นทางแห่งความสำเร็จ ยกเว้นการผัดวันประกันพรุ่งอย่างสร้างสรรค์เท่านั้นจึงจะเป็นบันไดพาเราไปสู่ความสำเร็จได้
ตอน 7 ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย
คนที่ท้อแท้จนเป็นนิสัยจะรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหรือพัฒนาชีวิตให้ดีกว่าเดิมได้ ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยการทำอะไรก็ตาม มักจะคิดก่อนเสมอว่า ฉันทำไม่ได้ ฉันทำไม่เป็น ฉันไม่มีเวลา ฉันไม่...ฉันไม่...ฉันไม่... และจะมีเหตุผลมาสนับสนุนโรคท้อแท้ของตัวเองเสมอ เรียกว่า ความท้อแท้ที่หัดจนเป็นนิสัย ซึ่งมักจะเกิดกับคนที่ชอบสาปแช่งตัวเอง
วิธีเอาชนะนิสัยท้อแท้เรื่องการเรียนก็คือ ให้ตั้งเกรดคาดหมายระดับ D และวางแผนทำแบบฝึกความพร้อมก่อนสอบให้ได้อย่างน้อย 15 ข้อจาก 30 ข้อ เมื่อทำได้ระดับนี้แล้ว ต่อไปก็ตั้งเกรดคาดหมายให้สูงขึ้นและวางแผนทำแบบฝึกความพร้อมก่อนสอบให้ได้มากขึ้นตามไปด้วย นาน ๆ เข้าความท้อแท้ก็จะอ่อนกำลังลง และความมั่นใจก็จะเพิ่มขึ้นมาแทน จงนึกถึงคำตอบของการกินช้าง เราจะเดินไปสู่เป้าหมายด้วยการก้าวทีละก้าว เพิ่มทักษะทีละอย่าง และพัฒนาไปทีละขั้น
ตอน 8 ความพากเพียรคือเครื่องหมายของความสำเร็จ
ความพากเพียรเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จ แม้พรสวรรค์หรือความอัจฉริยะก็ไม่อาจสู้ความพากเพียรได้
ไมเคิล จอร์แดน นักบาสเกตบอลที่มีความสามารถคนหนึ่ง เคยกล่าวไว้ว่า ทุกคนมีพรสวรรค์ แต่ความสามารถต้องอาศัยความพากเพียร
จอห์น ดี ร็อกกีเฟลเลอร์ บุรุษที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลก ได้เขียนไว้ว่า ผมไม่คิดว่าจะมีคุณสมบัติอื่นใดที่สำคัญต่อความสำเร็จมากเท่ากับความพากเพียร มันเอาชนะได้แทบทุกอย่างแม้แต่ธรรมชาติ
ขงจื๊อ เคยกล่าวไว้เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้วว่า ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราไม่ใช่อยู่ที่การไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่การลุกขึ้นทุกครั้งที่เราล้ม
โธมัส เอดิสัน ผู้ที่ล้มเหลวในการทดลองมากกว่าคนอื่น ๆ เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อผมตัดสินใจเต็มร้อยว่าผลลัพธ์นั้นควรค่าต่อการไขว่คว้า ผมจะมุ่งไปหามันและทำการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะประสบความสำเร็จ
ดังนั้น คุณสมบัติเดียวที่รับประกันความสำเร็จทั้งในเรื่องการเรียน และการทำงานของเราก็คือ ความพากเพียรหรือความตั้งใจที่จะเกาะติดอยู่กับเป้าหมายอย่างเด็ดเดี่ยว
ตอน 9 การลงทุนเวลาเพื่อเกรด A
การได้เกรด A ต้องลงทุนด้วยเวลา โดยเกรด A มาจากการทำข้อสอบให้ได้อย่างน้อย 27 ข้อจาก 30 ข้อ ข้อหนึ่งๆ หากเรามีทักษะแล้วจะใช้เวลาทำ 2 - 3 นาที แต่ถ้าขาดทักษะแล้วก็อาจจะต้องใช้เวลาทำข้อละ 10 - 30 นาที ดังนั้น 30 ข้อก็ใช้เวลา 5 - 15 ชั่วโมง หากมีเวลาฝึกวันละ 1 ชั่วโมงก็ใช้เวลา 5 - 15 วัน และหากมีเวลาฝึกวันละ 2 ชั่วโมงก็ใช้เวลา 3 - 7 วัน และเวลาที่ใช้ในการฝึกยังขึ้นอยู่กับพื้นความรู้เดิมของเราแต่ละคนด้วย สำหรับการลงทุนเพื่อเกรด B, C, D ก็ใช้แนวทางเดียวกันนี้ สำหรับเกรด F ไม่ต้องลงทุนด้วยเวลาเลย
ดังนั้น การรู้เวลาในการลงทุนจะประกันให้เราต้องเตรียมตัวทั้งร่างกายและจิตใจ โปรดจำว่า เกรด A ไม่ได้ได้มาโดยบังเอิญแบบถูกหวย แต่ได้มาจากความพากเพียรของตัวเราเอง
ตอน 10 การพัฒนาชีวิต
Keep Open Mind to Learn ฟ้ามิได้แบ่ง ยอดคน กับ คนธรรมดา ออกจากกัน ยอดคนจะปรากฏขึ้นเสมอ แต่นั้นมิใช่เพราะ ฟ้ากำหนด การที่ยอดคนปรากฏขึ้นมาได้เพราะเขาผ่านการ ฝึกฝน และ เรียนรู้ ที่จะเป็นยอดคน
อัจฉริยะ ไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่กำเนิด แต่ต้องได้รับการฝึกฝน เฉกเช่นม้าดีต้องมีคนขี่มาฝึกฝน และนักกีฬาที่ดีต้องมีโค้ชที่ดีมาฝึกฝน
Don't Look Down Yourself ไม่สำคัญว่าในอดีตเราเป็นใคร สำคัญที่ว่าวันนี้เราต้องการเป็นใคร จงเคารพนับถือในความสามารถของตัวเอง ยกย่องและให้เกียรติตัวเอง สมองของคนเราเหมือนพื้นดินที่ว่างเปล่า เมื่อเราปลูกอะไรลงไปเราก็จะได้ผลเป็นอย่างนั้น จงปลูกฝังแต่สิ่งดีๆ ลงไปในสมอง คำพูดใดๆ ที่เราเคยได้ยินซ้ำๆ ซากๆ เกิน 37 ครั้ง มันจะกลายเป็น อุปนิสัย ของเราทันที ดังนั้น จงปลูกฝังแต่สิ่งดี ๆ ลงไปในสมองของเราจนเป็นนิสัย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในโลกคือ สิ่งแวดล้อม ที่เป็นพิษ อย่าปล่อยให้ความคิดหรือคำพูดของใครบางคนมาตัดสินชีวิตของเรา ในโลกนี้ไม่มีใครมีอิทธิพลกับตัวเรานอกจากตัวเราเอง ชีวิตไม่ใช่เกมกีฬา ไม่มีเวลาพักครึ่ง ไม่มีการขอเวลานอก และที่สำคัญคือ เป็นกีฬาที่เปลี่ยนตัวผู้เล่นไม่ได้ โปรดจำว่า ไม่มีใครเกิดมา ล้มเหลว มีแต่ ล้มเลิก เท่านั้น
เพียงเราคิดว่าตัวเองทำได้ เราก็ทำได้ตั้งแต่คิดแล้ว แต่หากเราคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ เราก็ทำไม่ได้ตั้งแต่ที่คิด สิ่งที่เลวร้ายที่สุดของมนุษย์คือ การตอกย้ำตัวเองว่าทำไม่ได้ แม้แต่ คิด ยังไม่กล้าที่จะคิด แล้วชีวิตจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร? จงกล้าที่จะเผชิญความล้มเหลว เพราะความล้มเหลวคือ ครูที่ทดสอบความสำเร็จของเรา
มนุษย์ คือจุดศูนย์กลางของเส้นรอบวงที่ไม่มีขีดจำกัด ทำไมเป็นมนุษย์เหมือนกันจึงประสบความสำเร็จไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะมนุษย์แต่ละคนได้รับโอกาส ทางความคิดที่แตกต่างกัน คนที่สำเร็จ มองปัญหาเป็นโอกาส แต่คนที่ล้มเหลวมองโอกาสเป็นปัญหา คนสำเร็จจะปรับตัวเองไปหาโลกภายนอก แต่คนล้มเหลวจะรอให้โลกภายนอกปรับตัวเข้าหาตัวเอง
ความรู้ เป็นเพียง พลังอำนาจแฝง ชนิดหนึ่ง ความรู้จะกลายเป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อมันถูกนำไปใช้อย่างชาญฉลาดเท่านั้น
ฟังแต่ไม่ได้ยิน ได้ยินแต่ไม่เข้าใจ เข้าใจแต่ไม่ลึกซึ้ง ลึกซึ้งแต่ไม่แตกฉาน แตกฉานแต่นำไปใช้ไม่เป็น จงนำศักยภาพและอัจฉริยภาพที่ซ่อนเร้นในตัวเราออกมาใช้อย่างชาญฉลาด
ตอนจบ คนที่ประสบความสำเร็จเป็นระดับผู้บริหารหรือผู้นำขององค์กรต่างๆ ในโลกนี้ กว่า 85% ล้วนแล้วแต่มิใช่คนเก่ง แต่เป็น คนดี ทั้งสิ้น คนเก่งมักจะมี อัตตา จะไม่ยอมปรับตัวเข้าหาโลก ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ยอมรับการพัฒนาความรู้และสิ่งใหม่ๆ ปกครองคนไม่ได้ คนเก่งอาจใช้เวลาไม่กี่ปีก็สอนให้เก่งได้ แต่ ความดี ต้องใช้เวลาสอนกัน ชั่วชีวิต คนเก่งมักจะขาดความจงรักภักดี ไม่มีความกตัญญูรู้คุณ มหาวิทยาลัยกรุงเทพเน้นทั้ง ความรู้ และ ความดี ควบคู่กันไป จึงใช้คำขวัญว่า ความรู้คู่ความดี ขอให้เราตระหนักถึงคำขวัญนี้ และจงนำไปใช้ประกอบการดำเนินชีวิตต่อไป
วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2553
มีวิธีสร้างความเข้มแข็งและความเป็นตัวของตัวเอง
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว
ถาม – รู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองนัก เหมือนจิตใจอ่อนแอ ต้องยึดเหนี่ยวแฟนเป็นที่พึ่งทางใจทุกวัน จนบางทีกลายเป็นภาระของเขา รู้ตัวว่าบางทีเป็นที่รำคาญ พอจะมีวิธีสร้างความเข้มแข็งและความเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้นกว่านี้ไหมคะ?
เหตุแห่งความอ่อนแอมีได้มากกว่าที่หลายคนคิด บ้างก็เพราะเรี่ยวแรงน้อย บ้างก็เพราะมุ่งมั่นหาความสำเร็จแต่ล้มเหลวบ่อย บ้างก็เพราะตั้งใจทำอะไรแล้วโลเลเปลี่ยนใจง่าย บ้างก็เพราะขาดความเชื่อมั่นว่าตนสามารถเข้าสังคมได้ บ้างก็เพราะชีวิตราบเรียบสุขสบายจนเฉื่อยชา บ้างก็เพราะขี้เหงาและไม่รู้สึกว่าตัวเองจะอยู่รอดโดยปราศจากที่พึ่งทางกายหรือทางใจได้เลย
โดยธรรมชาติคนเราต้องการเพื่อนคุยที่ถูกอัธยาศัย ต้องการสัมผัสของความรักความอบอุ่น และต้องการการเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปในเพศตนด้วยสิ่งที่มีในเพศตรงข้าม การยังไม่มีสิ่งเหล่านั้นคือจุดเริ่มต้นของความเหงา
เมื่อหายเหงาด้วยใครสักคนที่ถูกใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเพศเดียวกัน หรือเป็นคนรักที่เป็นเพศตรงข้าม เขาอาจเป็นเสมือนยาเสพติด ที่คุณเคยชินกับความสุขจากการเสพ เมื่อไรไม่ได้เสพก็ย่อมเหมือนจะลงแดงเอาง่ายๆ
พฤติกรรมที่มักเกิดขึ้นกับคนถูกใจ จึงเป็นการโทร.คุยหรือนัดพบทุกวัน ถ้าอยู่บ้านเดียวกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็เบาแรงทั้งสองฝ่าย แต่หากยังอยู่คนละบ้าน ยังไม่พร้อมจะใช้ชีวิตร่วมกันจริงจัง อย่างนั้นต่างฝ่ายต่างก็ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางเป็นแน่ และจะยิ่งแย่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สะดวกกายหรือไม่สะดวกใจ แต่ถูกคาดคั้นให้ต้องพบกันหรือคุยกันอย่างสม่ำเสมอ
การไม่ได้พบหรือไม่ได้คุยอย่างใจอยาก มักก่อให้เกิดคลื่นความไม่พอใจ ซึ่งอีกฝ่ายจะรู้สึกได้ และอึดอัดเหมือนคนถูกมัดมือมัดเท้าให้ต้องทนอยู่ในกรงซึ่งบางครั้งบางวันอาจไม่สมัครใจ
เมื่อคิดว่าคนรักเป็นยาเสพติด เรารู้ตัวว่าติดยาเกินขนาด เห็นโทษของการเสพติดที่มีผลเป็นทุกข์ทางใจของทั้งเราและเขา ก็อาจกระตุ้นให้คิดได้ว่าควรลดปริมาณการเสพยาลงเสียที หากไม่รู้ตัวว่าติด หากไม่เห็นโทษของการเสพติด คุณก็จะเดินหน้าเสพต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ และในที่สุดก็จะพบว่าความรักความอาลัยเป็นกรงขังจิตให้ติดอยู่กับทุกข์ ติดอยู่กับความกระวนกระวาย โดยมีความสุขวูบวาบเป็นเศษอาหารให้อิ่มแบบหลอกๆเพียงครู่
การเสพติดจนจิตหมกมุ่นนั้น ทำให้อ่อนแอ และตั้งข้อแม้กับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่รอดได้ ก็ต้องโดยการช่วยเหลือของคนอื่น ฉะนั้นคุณก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา จะหวังรอให้ใจเลิกยึดไปเองคงยาก
ทางลัดคงไม่มีอะไรเกินทำบุญ เพราะบุญให้ผลเป็นสุขทางใจ และความสุขทางใจย่อมเป็นกำลังเสริมเติมส่วนที่ขาดพร่องได้เสมอ ยิ่งหากรู้วิธีทำบุญในแบบที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็ง และรู้สึกขึ้นมาว่ามีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็รอดได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร คุณก็จะลดความทุรนทุรายลง อย่างน้อยก็มากพอจะอยู่คนเดียวสักวันโดยไม่ต้องรบกวนให้ใครโทร.หาหรือมาพบ
ก่อนอื่นขอบอกให้สบายใจว่าวิธีการที่จะแนะต่อไปนี้ ไม่ได้ทำให้คุณคิดอยากเลิกกับแฟน หรือเกิดความอยากทำบุญด้วยอุปเท่ห์วิธีเช่นนี้ตลอดไป ผลที่ได้จริงๆคือการลดความต้องการพึ่งพายาเสพติดในตัวคนรัก ทำให้เป็นอิสระต่อกันมากขึ้น มีโอกาสพักหายใจหายคอ เป็นสุขอยู่กับตัวเองเสียบ้าง
ทางพุทธศาสนานั้น ถือว่าการทำบุญที่จะก่อให้เกิดพลังระดับสูง และให้ผลเป็นความสุขทางใจได้ง่ายๆด้วยเวลาอันรวดเร็ว เห็นจะไม่มีอันใดง่ายกว่านำสิ่งของหรืออาหารไปถวายพระภิกษุถึงวัด หรืออย่างที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นการ ‘ทำสังฆทาน’ นั่นเอง สังฆทานมีผลใหญ่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำด้วยความสบายใจ และทำกับผู้มีสง่าราศีแบบพระให้นึกเลื่อมใสได้บ้าง
การทำสังฆทานครั้งนี้เรามุ่งมาที่ใจเป็นหลัก ไม่หวังผลพลอยได้อื่นใดทั้งสิ้น ขอแจกแจงเป็นข้อๆดังนี้
๑) คิดเอง คือคิดว่าจะนำของสำคัญในการดำรงชีพอันใดไปถวาย ไปถวายวัดไหน เมื่อใด ในขั้นนี้ดูเผินๆเหมือนไม่น่าจะมีอะไรยุ่งยาก แต่ความจริงก็คือถ้าคุณไม่เคยตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็จะเกิดข้อสงสัย เกิดความไม่มั่นใจ ตลอดจนมีอาการจดๆจ้องๆว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี หากวาระแรกอยากทำแล้วตัดสินใจทำดีคนเดียวโดยไม่ปรึกษาใครให้ไขว้เขว ไม่ต้องฟังเสียงใครว่าเอาดีหรือไม่เอาดี คุณได้ชื่อว่าสร้างความเด็ดเดี่ยว ลำพังคนเดียวขึ้นมาสำเร็จแล้ว ชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที ถ้าคิดได้จริง ตั้งใจได้จริง ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต หากสองสามวินาทีทองนั้นมาถึงก็อย่าช้า รีบฉวยมันไว้ทันที เพราะสองสามวินาทีทองนั้นอาจไม่กลับมาอีกเลยชั่วกาลนาน
๒) เตรียมของเอง คือใช้เงินของตนเอง ห้ามหยิบยืมใคร ของที่จะถวายเป็นสังฆทานนั้น ขอให้จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น สบู่ก้อนเดียวก็เป็นสังฆทานได้ ถ้าจิตคิดไว้ว่าจะถวายแด่สงฆ์ โดยไม่ตั้งข้อจำกัดจำเพาะเจาะจงไว้ก่อนว่าจะถวายพระรูปใด เพราะฉะนั้นคุณน่าจะมีทุนทรัพย์พอ และสามารถซื้อหาได้อย่างสบายใจ ในขั้นนี้ตอนออกไปซื้อของเตรียมถวาย คุณอาจเริ่มรู้สึกสงสารตัวเอง นึกอยากได้ใครสักคนมาช่วย โดยเฉพาะถ้าคิดซื้อหลายๆชิ้น และเคยชินกับการซื้อข้าวของร่วมกับคนอื่น ให้กำหนดจิตตัดใจลงไปเลยว่าเราจะซื้อของโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาช่วย กับทั้งจะไม่ปล่อยให้เกิดความคิดสงสารตัวเองอย่างเด็ดขาด ชั่วเวลาเดี๋ยวเดียวคุณน่าจะทำใจได้ไม่ยากอยู่แล้ว หากระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกนึกคิดอยากได้คนช่วยเตรียมของได้ตลอดรอดฝั่งกระทั่งซื้อของเสร็จ คุณจะพบว่าใจตัวเองเงียบเชียบ และเริ่มเห็นความเข้มแข็งบางอย่างเกิดขึ้นในตัวเองแล้ว
๓) ไปเองคนเดียว คือถ้าไม่มีรถก็อย่าไหว้วานใครไปส่งทั้งสิ้น ขึ้นรถเมล์หรือนั่งแท็กซี่ไป เพราะนี่ไม่ใช่การทำบุญธรรมดา แต่เป็นการทำบุญเพื่อขอให้เกิดความเป็นตัวของตัวเอง ระหว่างเดินทางให้มีสติ อย่าใจลอย อย่านึกน้อยใจ แล้วก็อย่าให้มีเรื่องรบกวนจิตใจใดๆ ในขั้นนี้คุณจะเริ่มรู้สึกว่าการเดินทางไปทำบุญคนเดียวเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่มีความหมาย มีความตั้งใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้น มีกรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงในบัดนั้น ให้มองว่าการเดินทางไปทำดีตามลำพังเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าหดหู่เศร้าสร้อยแต่อย่างใด ชั่วเวลาไม่กี่สิบนาทีทำไมจะตัดใจเลิกคิดหยุมหยิมไม่ได้ คือไม่ใช่ให้เข้าฌานเลิกคิดอะไรหมดนะครับ แต่ถ้ารู้สึกตัวว่าคิดเรื่องที่ทำให้เกิดความเหงา ความหดหู่ ความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือความโมโหโกรธาใดๆ จงรีบหยุดและเปลี่ยนเรื่องคิดไปในทางมงคลทันที
๔) ทำเองคนเดียว คืออย่าตั้งความหวังว่าใครที่วัดจะเข้ามาช่วยยกของ ให้นึกถึงการใช้แรง ใช้กำลังของตนเองในการทำบุญครั้งนั้น ในขั้นนี้คุณจะรู้สึกชัดว่าตัวเองเป็นคนแข็งแรง ตั้งความคิดให้แน่วแน่ว่าจะรักษาจิตไว้ให้พึ่งพาตนเอง ไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่อยากรับความช่วยเหลือจากใคร (แต่ถ้ามีเด็กวัดหรือใครเขาอยากเข้ามาช่วยเองก็ให้ช่วยไปนะครับ อย่าไปตะเพิดไล่ปฏิเสธน้ำใจเขาล่ะ) คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงกับแค่ครึ่งชั่วโมงที่อยู่ในวัด ที่คุณจะอยู่กับความตั้งใจทำอะไรดีๆด้วยตนเองตามลำพังสักครั้ง โดยไม่เห็นว่าตัวเองน่าสงสารกับการไม่มีใครเคียงข้าง
๕) อธิษฐานคนเดียว คือหลังจากถวายสังฆทานเสร็จแล้ว ให้หันไปทางพระประธานหรือพระพุทธรูป นั่งพนมมือตัวตรง ถ้าบรรยากาศเอื้อให้พูดดังๆก็เปล่งวาจาชัดถ้อยชัดคำไปเลยว่า ครั้งนี้เรามาทำบุญได้ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งใคร ก็ขอให้ใจเป็นสุขได้กับตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยใครอื่นเถิด ถึงตรงนี้คุณจะรู้สึกสงบและเป็นตัวของตัวเองได้อย่างประหลาด ตัวคุณใหญ่กว่าความเหงา และเอาชนะความเหงาได้ง่ายๆแค่นี้เอง
การทำครั้งเดียวอาจให้ผลเป็นความรู้สึกมั่นคงแค่ระยะสั้น ถ้าให้ดีควรทำซ้ำอย่างนี้สัก ๓ ครั้งภายในหนึ่งอาทิตย์ เพื่อให้เกิดการสำทับบุญจนแน่นหนาพอ ไม่จำเป็นต้องไปที่วัดเดียวกัน และไม่จำเป็นต้องทำสังฆทานเท่านั้น ลองไปตามสถานสังคมสงเคราะห์ต่างๆที่เขาเปิดรับบริจาคข้าวของให้แก่ผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำบุญครบวงจร ก็จะเกิดความเบาสบายและเบิกบานยิ่งๆขึ้น
ภายในอาทิตย์เดียวถ้าทำบุญด้วยตัวเอง ๓ครั้ง คุณจะพบว่าอาการคิดมาก อาการอยากพึ่งพาคนอื่นจะลดลงแบบฮวบฮาบ ที่สำคัญคุณอาจพบว่าตัวเองกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนอื่นอยากมาพึ่งพาไปเสียแทน
ถ้าการณ์พลิกกลับตาลปัตรอย่างนี้ก็อย่าสงสัยเลย เรื่องของเรื่องนะครับ คนเราชอบอยู่ใกล้ผู้ที่เข้มแข็ง เพื่อดูดซับความอบอุ่น และรับแรงบันดาลใจมาสู่ตน แต่จะไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้ที่อ่อนแอ เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนเสียพลังงาน และอาจรับกระแสความเกียจคร้านมาเข้าตัวไปด้วย
ผลพลอยได้จากการทำบุญให้มีกำลังใจเด็ดเดี่ยวนี้ จะช่วยให้คุณลดอาการเฉื่อยชาในการทำงานทางโลกได้ด้วย โดยเฉพาะที่เป็นงานหนัก งานยาก เหมือนต้องขอความช่วยเหลือจากคนนั้นคนนี้ ใจคุณจะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง คือเห็นว่าแค่นี้เอง ทำคนเดียวก็ได้ และในที่สุดก็ทำได้จริงๆ เรียกความเชื่อมั่นมาให้ตัวเอง
จริงๆอานิสงส์ของการใช้อุปเท่ห์วิธีทำบุญแบบนี้ยังมีอีกมาก เช่นคุณจะเป็นผู้ทำกิจใหญ่สำเร็จได้ด้วยตนเองเป็นหลัก ปรารถนาอะไรจะมีแรงหนุนให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง แต่เอาเฉพาะกรณีที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาของคุณ การทำบุญแบบนี้ จะช่วยให้เห็นว่าความรัก ความติดพันใกล้ชิด เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ไม่มีแล้วจะเอาชีวิตรอดไม่ไหว ไม่ว่าคนรักของคุณจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน เขาจะไม่มีอิทธิพลทางใจกับคุณมากมายเกินจำเป็นดังเคยแน่นอน
หมายเหตุสำคัญทิ้งท้ายไว้ด้วย การทำบุญร่วมกันเป็นสิ่งน่าสนับสนุน และควรให้มีบ่อยๆ เพราะจะช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพทุกรูปแบบให้เป็นไปในทางดี ทั้งวันนี้และวันหน้า คำตอบสำหรับคำถามนี้เป็นแบบเฉพาะเจาะจง แก้ปัญหาความอ่อนแอไม่เป็นตัวของตัวเองและมีภาวะพึ่งพาสูงเท่านั้นนะครับ
ถาม – กำลังกลุ้มใจค่ะ ตั้งใจทำบุญด้วยทุนใหญ่ประมาณหนึ่ง และได้ประกาศกับคนรู้จักให้เป็นที่รับทราบไปแล้ว แต่เกิดอยากเปลี่ยนใจขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าต้องใช้ทุนมากเกินไป อีกอย่างมีคนที่นับถือได้ทักท้วงไว้ด้วย อยากทราบว่าจะเป็นบาปมากไหม หรือถ้าไม่บาป บุญจะลดส่วนลงหรือเปล่าคะ?
สำหรับผู้ชายนั้น เริ่มๆการบุญมักมีศรัทธาอ่อนกว่าหญิง แต่ตัดสินใจทำแล้วมักเอาจริง ไม่กลับเปลี่ยนโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ผลที่เกิดกับจิตใจจึงเป็นความหนักแน่น ไม่กลับไปกลับมาง่าย มีความโน้มเอียงจะคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าใช้อารมณ์
ส่วนผู้หญิงมักศรัทธาแรงในเบื้องต้น ใจประเภทอยากทุ่มหมดตัว มีอะไรให้หมดนี่เกิดขึ้นได้ปุบปับเลย แต่ระหว่างกำลังรอทำ หรือทำเสร็จไปแล้ว มักหวนคิดกลับไปกลับมา เกิดความลังเลเสียดาย โดยเฉพาะถ้าเบื้องแรกไปตั้งใจไว้เสียสูงลิบ
ยิ่งตั้งใจสูงเท่าไรแล้วเปลี่ยนใจภายหลัง จะยิ่งเท่ากับคุณเพาะนิสัยโลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้ไว้มากขึ้นเท่านั้น บุญน่ะได้นะครับ ได้รับผลบุญแน่ แต่จะเป็นประเภทที่ให้ผลไม่แน่นอน แล้วใจก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้วย ในคัมภีร์ท่านถึงว่าการทำบุญด้วยจิตใจหวั่นไหวนั้น เป็นลักษณะของหญิง เมื่อจะเสวยบุญจึงเสวยในอัตภาพของหญิง (แต่ถ้าชอบใจความเป็นหญิงแล้วทำบุญอธิษฐานให้เป็นหญิงผู้เลิศด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งนะครับ)
ถามว่าบาปไหม? คุณไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร นี่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนใจกลางคัน แต่ตัวที่ทำให้เปลี่ยนใจจะเป็นอะไรถ้าไม่ใช่ความตระหนี่ อันเป็นเกลอแก้วของความโลภ กรรมใดๆที่เจืออยู่ด้วยความโลภย่อมมีมลทิน อย่างน้อยก็ทำให้ไม่สบายใจเห็นๆล่ะ
อันที่จริงถึงแม้ทำตามความตั้งใจแรกคุณก็คงไม่ถึงกับหมดตัวล่มจมอะไร เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคงไม่คิดตั้งแต่ต้นแล้ว ขอให้คิดเสียว่าครั้งนี้เป็นการลงทุนทางใจก็แล้วกัน อย่าไปตีค่าเป็นจำนวนเงิน ให้ตีค่าเป็นความหนักแน่นทางใจแทน จะได้เห็นความคุ้มค่าในการรักษาสัจจะ แล้วจำไว้เป็นบทเรียนสำหรับคราวต่อไป ตั้งต้นขึ้นมาต้องให้พอดี แน่ใจว่าจะไม่รู้สึกเสียดายในภายหลัง การทำบุญจะได้เป็นไปเพื่อความสุขทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำครับ
เมื่อทำตามความตั้งใจแรกได้สำเร็จนะครับ สังเกตความรู้สึกที่ต่างไป คุณจะคิดหยุมหยิมน้อยลง และอาจกลายเป็นคนตัดสินใจได้เด็ดขาดขึ้นกว่าเดิม เรื่องทำบุญนั้นชาวบ้านมักนึกว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่คนเข้าใจเรื่องกรรมวิบากจะเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นปัจจัยควบคุมชีวิต มีสิทธิ์กำหนดทิศทางความรู้สึกนึกคิดและเส้นทางรับชะตากรรมของเราได้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่ควรดูเบาแต่อย่างใดครับ
ถาม – เป็นคนโกรธแรง และย้ำคิดได้เป็นวัน โดยเฉพาะตอนถูกเอาเปรียบ แม้กระทั่งโดนแย่งที่จอดรถก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจะเอาเรื่องเอาราวกับเขา พอเสร็จแล้วค่อยคิดได้ว่าไม่น่าเปลืองแรงขนาดนั้น ถ้าหาที่ใหม่ก็ใช้กำลังน้อยกว่ามาก ผมเป็นคนคิดได้ แต่มักจะไม่ทันการณ์ คือคิดได้หลังจากผ่านไปแล้วเป็นวัน อย่างนี้จะแก้ไขอย่างไรดีครับ?
ถ้าอย่างนั้นคงพึ่งความคิดไม่ได้ครับ คราวหน้าพอโกรธปุ๊บ ให้รีบหาใครสักคนที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่นถ้าเห็นคนกำลังเข็นรถที่กำลังขวางทางออกของเขา ก็ปรี่เข้าใส่ทันที
เมื่อช่วยเขาเข็น เห็นเขายิ้มยินดีขอบคุณ สัมผัสรับรู้ความสุขความยินดีเล็กๆน้อยๆ โดยที่คุณไม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทน คุณจะเกิดความสุขอย่างแท้จริงขึ้นมาขณะหนึ่ง ที่ตรงนั้นให้คิดว่านั่นเป็นการให้คนอื่นได้เปรียบคุณเหมือนกัน แต่คุณกลับเป็นสุขได้ นั่นก็เพราะความเต็มใจจะให้
ความแตกต่างอยู่ตรงนี้แหละครับ คนเราเคยชินที่จะเอา ไม่เคยชินที่จะให้ ไม่ชอบทำทาน หรือทำทานไม่ครบวงจร ถ้าใจเป็นทาน อย่างที่ท่านเรียกว่า ‘ทานจิต’ เกิดขึ้นเป็นปกติแล้วล่ะก็ จะพบว่าปัญหาทางใจหลายๆอย่างคลี่คลายไปในทันทีที่ ‘เกิดเรื่อง’ ขึ้นเลยทีเดียว
อีกประการหนึ่ง คุณจะพบด้วยความทึ่ง ว่ายิ่งคุณอภัยมากเท่าใด เส้นทางโคจรของคุณก็จะยิ่งออกห่างนักเอาเปรียบมากขึ้นเท่านั้นด้วยครับ
ให้นักเอาเปรียบเขาเจอกันเองบนเส้นทางแห่งการแย่งชิง กับการไม่ให้อภัยซึ่งกันและกันไปเถอะ คุณขอตัวแยกออกมาอยู่อีกโลก อีกเส้นทางโคจรก็แล้วกัน
ดังตฤณ
มกราคม 2550
ถาม – รู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองนัก เหมือนจิตใจอ่อนแอ ต้องยึดเหนี่ยวแฟนเป็นที่พึ่งทางใจทุกวัน จนบางทีกลายเป็นภาระของเขา รู้ตัวว่าบางทีเป็นที่รำคาญ พอจะมีวิธีสร้างความเข้มแข็งและความเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้นกว่านี้ไหมคะ?
เหตุแห่งความอ่อนแอมีได้มากกว่าที่หลายคนคิด บ้างก็เพราะเรี่ยวแรงน้อย บ้างก็เพราะมุ่งมั่นหาความสำเร็จแต่ล้มเหลวบ่อย บ้างก็เพราะตั้งใจทำอะไรแล้วโลเลเปลี่ยนใจง่าย บ้างก็เพราะขาดความเชื่อมั่นว่าตนสามารถเข้าสังคมได้ บ้างก็เพราะชีวิตราบเรียบสุขสบายจนเฉื่อยชา บ้างก็เพราะขี้เหงาและไม่รู้สึกว่าตัวเองจะอยู่รอดโดยปราศจากที่พึ่งทางกายหรือทางใจได้เลย
โดยธรรมชาติคนเราต้องการเพื่อนคุยที่ถูกอัธยาศัย ต้องการสัมผัสของความรักความอบอุ่น และต้องการการเติมเต็มสิ่งที่ขาดไปในเพศตนด้วยสิ่งที่มีในเพศตรงข้าม การยังไม่มีสิ่งเหล่านั้นคือจุดเริ่มต้นของความเหงา
เมื่อหายเหงาด้วยใครสักคนที่ถูกใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเพศเดียวกัน หรือเป็นคนรักที่เป็นเพศตรงข้าม เขาอาจเป็นเสมือนยาเสพติด ที่คุณเคยชินกับความสุขจากการเสพ เมื่อไรไม่ได้เสพก็ย่อมเหมือนจะลงแดงเอาง่ายๆ
พฤติกรรมที่มักเกิดขึ้นกับคนถูกใจ จึงเป็นการโทร.คุยหรือนัดพบทุกวัน ถ้าอยู่บ้านเดียวกันเป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็เบาแรงทั้งสองฝ่าย แต่หากยังอยู่คนละบ้าน ยังไม่พร้อมจะใช้ชีวิตร่วมกันจริงจัง อย่างนั้นต่างฝ่ายต่างก็ต้องเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางเป็นแน่ และจะยิ่งแย่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สะดวกกายหรือไม่สะดวกใจ แต่ถูกคาดคั้นให้ต้องพบกันหรือคุยกันอย่างสม่ำเสมอ
การไม่ได้พบหรือไม่ได้คุยอย่างใจอยาก มักก่อให้เกิดคลื่นความไม่พอใจ ซึ่งอีกฝ่ายจะรู้สึกได้ และอึดอัดเหมือนคนถูกมัดมือมัดเท้าให้ต้องทนอยู่ในกรงซึ่งบางครั้งบางวันอาจไม่สมัครใจ
เมื่อคิดว่าคนรักเป็นยาเสพติด เรารู้ตัวว่าติดยาเกินขนาด เห็นโทษของการเสพติดที่มีผลเป็นทุกข์ทางใจของทั้งเราและเขา ก็อาจกระตุ้นให้คิดได้ว่าควรลดปริมาณการเสพยาลงเสียที หากไม่รู้ตัวว่าติด หากไม่เห็นโทษของการเสพติด คุณก็จะเดินหน้าเสพต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ยับยั้งชั่งใจ และในที่สุดก็จะพบว่าความรักความอาลัยเป็นกรงขังจิตให้ติดอยู่กับทุกข์ ติดอยู่กับความกระวนกระวาย โดยมีความสุขวูบวาบเป็นเศษอาหารให้อิ่มแบบหลอกๆเพียงครู่
การเสพติดจนจิตหมกมุ่นนั้น ทำให้อ่อนแอ และตั้งข้อแม้กับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่รอดได้ ก็ต้องโดยการช่วยเหลือของคนอื่น ฉะนั้นคุณก็ต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ปัญหา จะหวังรอให้ใจเลิกยึดไปเองคงยาก
ทางลัดคงไม่มีอะไรเกินทำบุญ เพราะบุญให้ผลเป็นสุขทางใจ และความสุขทางใจย่อมเป็นกำลังเสริมเติมส่วนที่ขาดพร่องได้เสมอ ยิ่งหากรู้วิธีทำบุญในแบบที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็ง และรู้สึกขึ้นมาว่ามีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนก็รอดได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร คุณก็จะลดความทุรนทุรายลง อย่างน้อยก็มากพอจะอยู่คนเดียวสักวันโดยไม่ต้องรบกวนให้ใครโทร.หาหรือมาพบ
ก่อนอื่นขอบอกให้สบายใจว่าวิธีการที่จะแนะต่อไปนี้ ไม่ได้ทำให้คุณคิดอยากเลิกกับแฟน หรือเกิดความอยากทำบุญด้วยอุปเท่ห์วิธีเช่นนี้ตลอดไป ผลที่ได้จริงๆคือการลดความต้องการพึ่งพายาเสพติดในตัวคนรัก ทำให้เป็นอิสระต่อกันมากขึ้น มีโอกาสพักหายใจหายคอ เป็นสุขอยู่กับตัวเองเสียบ้าง
ทางพุทธศาสนานั้น ถือว่าการทำบุญที่จะก่อให้เกิดพลังระดับสูง และให้ผลเป็นความสุขทางใจได้ง่ายๆด้วยเวลาอันรวดเร็ว เห็นจะไม่มีอันใดง่ายกว่านำสิ่งของหรืออาหารไปถวายพระภิกษุถึงวัด หรืออย่างที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นการ ‘ทำสังฆทาน’ นั่นเอง สังฆทานมีผลใหญ่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากทำด้วยความสบายใจ และทำกับผู้มีสง่าราศีแบบพระให้นึกเลื่อมใสได้บ้าง
การทำสังฆทานครั้งนี้เรามุ่งมาที่ใจเป็นหลัก ไม่หวังผลพลอยได้อื่นใดทั้งสิ้น ขอแจกแจงเป็นข้อๆดังนี้
๑) คิดเอง คือคิดว่าจะนำของสำคัญในการดำรงชีพอันใดไปถวาย ไปถวายวัดไหน เมื่อใด ในขั้นนี้ดูเผินๆเหมือนไม่น่าจะมีอะไรยุ่งยาก แต่ความจริงก็คือถ้าคุณไม่เคยตัดสินใจด้วยตัวเอง ก็จะเกิดข้อสงสัย เกิดความไม่มั่นใจ ตลอดจนมีอาการจดๆจ้องๆว่าจะทำดีหรือไม่ทำดี หากวาระแรกอยากทำแล้วตัดสินใจทำดีคนเดียวโดยไม่ปรึกษาใครให้ไขว้เขว ไม่ต้องฟังเสียงใครว่าเอาดีหรือไม่เอาดี คุณได้ชื่อว่าสร้างความเด็ดเดี่ยว ลำพังคนเดียวขึ้นมาสำเร็จแล้ว ชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที ถ้าคิดได้จริง ตั้งใจได้จริง ก็อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต หากสองสามวินาทีทองนั้นมาถึงก็อย่าช้า รีบฉวยมันไว้ทันที เพราะสองสามวินาทีทองนั้นอาจไม่กลับมาอีกเลยชั่วกาลนาน
๒) เตรียมของเอง คือใช้เงินของตนเอง ห้ามหยิบยืมใคร ของที่จะถวายเป็นสังฆทานนั้น ขอให้จำเป็นในการดำรงชีวิต เช่น สบู่ก้อนเดียวก็เป็นสังฆทานได้ ถ้าจิตคิดไว้ว่าจะถวายแด่สงฆ์ โดยไม่ตั้งข้อจำกัดจำเพาะเจาะจงไว้ก่อนว่าจะถวายพระรูปใด เพราะฉะนั้นคุณน่าจะมีทุนทรัพย์พอ และสามารถซื้อหาได้อย่างสบายใจ ในขั้นนี้ตอนออกไปซื้อของเตรียมถวาย คุณอาจเริ่มรู้สึกสงสารตัวเอง นึกอยากได้ใครสักคนมาช่วย โดยเฉพาะถ้าคิดซื้อหลายๆชิ้น และเคยชินกับการซื้อข้าวของร่วมกับคนอื่น ให้กำหนดจิตตัดใจลงไปเลยว่าเราจะซื้อของโดยไม่ต้องให้คนอื่นมาช่วย กับทั้งจะไม่ปล่อยให้เกิดความคิดสงสารตัวเองอย่างเด็ดขาด ชั่วเวลาเดี๋ยวเดียวคุณน่าจะทำใจได้ไม่ยากอยู่แล้ว หากระวังไม่ให้เกิดความรู้สึกนึกคิดอยากได้คนช่วยเตรียมของได้ตลอดรอดฝั่งกระทั่งซื้อของเสร็จ คุณจะพบว่าใจตัวเองเงียบเชียบ และเริ่มเห็นความเข้มแข็งบางอย่างเกิดขึ้นในตัวเองแล้ว
๓) ไปเองคนเดียว คือถ้าไม่มีรถก็อย่าไหว้วานใครไปส่งทั้งสิ้น ขึ้นรถเมล์หรือนั่งแท็กซี่ไป เพราะนี่ไม่ใช่การทำบุญธรรมดา แต่เป็นการทำบุญเพื่อขอให้เกิดความเป็นตัวของตัวเอง ระหว่างเดินทางให้มีสติ อย่าใจลอย อย่านึกน้อยใจ แล้วก็อย่าให้มีเรื่องรบกวนจิตใจใดๆ ในขั้นนี้คุณจะเริ่มรู้สึกว่าการเดินทางไปทำบุญคนเดียวเป็นอะไรอย่างหนึ่งที่มีความหมาย มีความตั้งใจอย่างหนึ่งเกิดขึ้น มีกรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น แล้วก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงในบัดนั้น ให้มองว่าการเดินทางไปทำดีตามลำพังเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรือน่าหดหู่เศร้าสร้อยแต่อย่างใด ชั่วเวลาไม่กี่สิบนาทีทำไมจะตัดใจเลิกคิดหยุมหยิมไม่ได้ คือไม่ใช่ให้เข้าฌานเลิกคิดอะไรหมดนะครับ แต่ถ้ารู้สึกตัวว่าคิดเรื่องที่ทำให้เกิดความเหงา ความหดหู่ ความน้อยเนื้อต่ำใจ หรือความโมโหโกรธาใดๆ จงรีบหยุดและเปลี่ยนเรื่องคิดไปในทางมงคลทันที
๔) ทำเองคนเดียว คืออย่าตั้งความหวังว่าใครที่วัดจะเข้ามาช่วยยกของ ให้นึกถึงการใช้แรง ใช้กำลังของตนเองในการทำบุญครั้งนั้น ในขั้นนี้คุณจะรู้สึกชัดว่าตัวเองเป็นคนแข็งแรง ตั้งความคิดให้แน่วแน่ว่าจะรักษาจิตไว้ให้พึ่งพาตนเอง ไม่เหงา ไม่เศร้า ไม่อยากรับความช่วยเหลือจากใคร (แต่ถ้ามีเด็กวัดหรือใครเขาอยากเข้ามาช่วยเองก็ให้ช่วยไปนะครับ อย่าไปตะเพิดไล่ปฏิเสธน้ำใจเขาล่ะ) คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงกับแค่ครึ่งชั่วโมงที่อยู่ในวัด ที่คุณจะอยู่กับความตั้งใจทำอะไรดีๆด้วยตนเองตามลำพังสักครั้ง โดยไม่เห็นว่าตัวเองน่าสงสารกับการไม่มีใครเคียงข้าง
๕) อธิษฐานคนเดียว คือหลังจากถวายสังฆทานเสร็จแล้ว ให้หันไปทางพระประธานหรือพระพุทธรูป นั่งพนมมือตัวตรง ถ้าบรรยากาศเอื้อให้พูดดังๆก็เปล่งวาจาชัดถ้อยชัดคำไปเลยว่า ครั้งนี้เรามาทำบุญได้ด้วยตัวเองโดยไม่พึ่งใคร ก็ขอให้ใจเป็นสุขได้กับตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องอาศัยใครอื่นเถิด ถึงตรงนี้คุณจะรู้สึกสงบและเป็นตัวของตัวเองได้อย่างประหลาด ตัวคุณใหญ่กว่าความเหงา และเอาชนะความเหงาได้ง่ายๆแค่นี้เอง
การทำครั้งเดียวอาจให้ผลเป็นความรู้สึกมั่นคงแค่ระยะสั้น ถ้าให้ดีควรทำซ้ำอย่างนี้สัก ๓ ครั้งภายในหนึ่งอาทิตย์ เพื่อให้เกิดการสำทับบุญจนแน่นหนาพอ ไม่จำเป็นต้องไปที่วัดเดียวกัน และไม่จำเป็นต้องทำสังฆทานเท่านั้น ลองไปตามสถานสังคมสงเคราะห์ต่างๆที่เขาเปิดรับบริจาคข้าวของให้แก่ผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้รู้สึกว่าได้ทำบุญครบวงจร ก็จะเกิดความเบาสบายและเบิกบานยิ่งๆขึ้น
ภายในอาทิตย์เดียวถ้าทำบุญด้วยตัวเอง ๓ครั้ง คุณจะพบว่าอาการคิดมาก อาการอยากพึ่งพาคนอื่นจะลดลงแบบฮวบฮาบ ที่สำคัญคุณอาจพบว่าตัวเองกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้คนอื่นอยากมาพึ่งพาไปเสียแทน
ถ้าการณ์พลิกกลับตาลปัตรอย่างนี้ก็อย่าสงสัยเลย เรื่องของเรื่องนะครับ คนเราชอบอยู่ใกล้ผู้ที่เข้มแข็ง เพื่อดูดซับความอบอุ่น และรับแรงบันดาลใจมาสู่ตน แต่จะไม่ชอบอยู่ใกล้ผู้ที่อ่อนแอ เพราะคุณจะรู้สึกเหมือนเสียพลังงาน และอาจรับกระแสความเกียจคร้านมาเข้าตัวไปด้วย
ผลพลอยได้จากการทำบุญให้มีกำลังใจเด็ดเดี่ยวนี้ จะช่วยให้คุณลดอาการเฉื่อยชาในการทำงานทางโลกได้ด้วย โดยเฉพาะที่เป็นงานหนัก งานยาก เหมือนต้องขอความช่วยเหลือจากคนนั้นคนนี้ ใจคุณจะคิดไปอีกอย่างหนึ่ง คือเห็นว่าแค่นี้เอง ทำคนเดียวก็ได้ และในที่สุดก็ทำได้จริงๆ เรียกความเชื่อมั่นมาให้ตัวเอง
จริงๆอานิสงส์ของการใช้อุปเท่ห์วิธีทำบุญแบบนี้ยังมีอีกมาก เช่นคุณจะเป็นผู้ทำกิจใหญ่สำเร็จได้ด้วยตนเองเป็นหลัก ปรารถนาอะไรจะมีแรงหนุนให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความภาคภูมิใจในตนเอง แต่เอาเฉพาะกรณีที่กำลังเป็นประเด็นปัญหาของคุณ การทำบุญแบบนี้ จะช่วยให้เห็นว่าความรัก ความติดพันใกล้ชิด เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ไม่มีแล้วจะเอาชีวิตรอดไม่ไหว ไม่ว่าคนรักของคุณจะเป็นอดีตหรือปัจจุบัน เขาจะไม่มีอิทธิพลทางใจกับคุณมากมายเกินจำเป็นดังเคยแน่นอน
หมายเหตุสำคัญทิ้งท้ายไว้ด้วย การทำบุญร่วมกันเป็นสิ่งน่าสนับสนุน และควรให้มีบ่อยๆ เพราะจะช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพทุกรูปแบบให้เป็นไปในทางดี ทั้งวันนี้และวันหน้า คำตอบสำหรับคำถามนี้เป็นแบบเฉพาะเจาะจง แก้ปัญหาความอ่อนแอไม่เป็นตัวของตัวเองและมีภาวะพึ่งพาสูงเท่านั้นนะครับ
ถาม – กำลังกลุ้มใจค่ะ ตั้งใจทำบุญด้วยทุนใหญ่ประมาณหนึ่ง และได้ประกาศกับคนรู้จักให้เป็นที่รับทราบไปแล้ว แต่เกิดอยากเปลี่ยนใจขึ้นมาเพราะรู้สึกว่าต้องใช้ทุนมากเกินไป อีกอย่างมีคนที่นับถือได้ทักท้วงไว้ด้วย อยากทราบว่าจะเป็นบาปมากไหม หรือถ้าไม่บาป บุญจะลดส่วนลงหรือเปล่าคะ?
สำหรับผู้ชายนั้น เริ่มๆการบุญมักมีศรัทธาอ่อนกว่าหญิง แต่ตัดสินใจทำแล้วมักเอาจริง ไม่กลับเปลี่ยนโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ผลที่เกิดกับจิตใจจึงเป็นความหนักแน่น ไม่กลับไปกลับมาง่าย มีความโน้มเอียงจะคิดอะไรเป็นเหตุเป็นผลมากกว่าใช้อารมณ์
ส่วนผู้หญิงมักศรัทธาแรงในเบื้องต้น ใจประเภทอยากทุ่มหมดตัว มีอะไรให้หมดนี่เกิดขึ้นได้ปุบปับเลย แต่ระหว่างกำลังรอทำ หรือทำเสร็จไปแล้ว มักหวนคิดกลับไปกลับมา เกิดความลังเลเสียดาย โดยเฉพาะถ้าเบื้องแรกไปตั้งใจไว้เสียสูงลิบ
ยิ่งตั้งใจสูงเท่าไรแล้วเปลี่ยนใจภายหลัง จะยิ่งเท่ากับคุณเพาะนิสัยโลเลเอาแน่เอานอนไม่ได้ไว้มากขึ้นเท่านั้น บุญน่ะได้นะครับ ได้รับผลบุญแน่ แต่จะเป็นประเภทที่ให้ผลไม่แน่นอน แล้วใจก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้วย ในคัมภีร์ท่านถึงว่าการทำบุญด้วยจิตใจหวั่นไหวนั้น เป็นลักษณะของหญิง เมื่อจะเสวยบุญจึงเสวยในอัตภาพของหญิง (แต่ถ้าชอบใจความเป็นหญิงแล้วทำบุญอธิษฐานให้เป็นหญิงผู้เลิศด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งนะครับ)
ถามว่าบาปไหม? คุณไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร นี่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนใจกลางคัน แต่ตัวที่ทำให้เปลี่ยนใจจะเป็นอะไรถ้าไม่ใช่ความตระหนี่ อันเป็นเกลอแก้วของความโลภ กรรมใดๆที่เจืออยู่ด้วยความโลภย่อมมีมลทิน อย่างน้อยก็ทำให้ไม่สบายใจเห็นๆล่ะ
อันที่จริงถึงแม้ทำตามความตั้งใจแรกคุณก็คงไม่ถึงกับหมดตัวล่มจมอะไร เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นคงไม่คิดตั้งแต่ต้นแล้ว ขอให้คิดเสียว่าครั้งนี้เป็นการลงทุนทางใจก็แล้วกัน อย่าไปตีค่าเป็นจำนวนเงิน ให้ตีค่าเป็นความหนักแน่นทางใจแทน จะได้เห็นความคุ้มค่าในการรักษาสัจจะ แล้วจำไว้เป็นบทเรียนสำหรับคราวต่อไป ตั้งต้นขึ้นมาต้องให้พอดี แน่ใจว่าจะไม่รู้สึกเสียดายในภายหลัง การทำบุญจะได้เป็นไปเพื่อความสุขทั้งก่อนทำ ขณะทำ และหลังทำครับ
เมื่อทำตามความตั้งใจแรกได้สำเร็จนะครับ สังเกตความรู้สึกที่ต่างไป คุณจะคิดหยุมหยิมน้อยลง และอาจกลายเป็นคนตัดสินใจได้เด็ดขาดขึ้นกว่าเดิม เรื่องทำบุญนั้นชาวบ้านมักนึกว่าเป็นเรื่องเล็ก แต่คนเข้าใจเรื่องกรรมวิบากจะเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันเป็นปัจจัยควบคุมชีวิต มีสิทธิ์กำหนดทิศทางความรู้สึกนึกคิดและเส้นทางรับชะตากรรมของเราได้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นที่ควรดูเบาแต่อย่างใดครับ
ถาม – เป็นคนโกรธแรง และย้ำคิดได้เป็นวัน โดยเฉพาะตอนถูกเอาเปรียบ แม้กระทั่งโดนแย่งที่จอดรถก็โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงจะเอาเรื่องเอาราวกับเขา พอเสร็จแล้วค่อยคิดได้ว่าไม่น่าเปลืองแรงขนาดนั้น ถ้าหาที่ใหม่ก็ใช้กำลังน้อยกว่ามาก ผมเป็นคนคิดได้ แต่มักจะไม่ทันการณ์ คือคิดได้หลังจากผ่านไปแล้วเป็นวัน อย่างนี้จะแก้ไขอย่างไรดีครับ?
ถ้าอย่างนั้นคงพึ่งความคิดไม่ได้ครับ คราวหน้าพอโกรธปุ๊บ ให้รีบหาใครสักคนที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่นถ้าเห็นคนกำลังเข็นรถที่กำลังขวางทางออกของเขา ก็ปรี่เข้าใส่ทันที
เมื่อช่วยเขาเข็น เห็นเขายิ้มยินดีขอบคุณ สัมผัสรับรู้ความสุขความยินดีเล็กๆน้อยๆ โดยที่คุณไม่มีโอกาสได้รับผลตอบแทน คุณจะเกิดความสุขอย่างแท้จริงขึ้นมาขณะหนึ่ง ที่ตรงนั้นให้คิดว่านั่นเป็นการให้คนอื่นได้เปรียบคุณเหมือนกัน แต่คุณกลับเป็นสุขได้ นั่นก็เพราะความเต็มใจจะให้
ความแตกต่างอยู่ตรงนี้แหละครับ คนเราเคยชินที่จะเอา ไม่เคยชินที่จะให้ ไม่ชอบทำทาน หรือทำทานไม่ครบวงจร ถ้าใจเป็นทาน อย่างที่ท่านเรียกว่า ‘ทานจิต’ เกิดขึ้นเป็นปกติแล้วล่ะก็ จะพบว่าปัญหาทางใจหลายๆอย่างคลี่คลายไปในทันทีที่ ‘เกิดเรื่อง’ ขึ้นเลยทีเดียว
อีกประการหนึ่ง คุณจะพบด้วยความทึ่ง ว่ายิ่งคุณอภัยมากเท่าใด เส้นทางโคจรของคุณก็จะยิ่งออกห่างนักเอาเปรียบมากขึ้นเท่านั้นด้วยครับ
ให้นักเอาเปรียบเขาเจอกันเองบนเส้นทางแห่งการแย่งชิง กับการไม่ให้อภัยซึ่งกันและกันไปเถอะ คุณขอตัวแยกออกมาอยู่อีกโลก อีกเส้นทางโคจรก็แล้วกัน
ดังตฤณ
มกราคม 2550
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว - ดังตฤณ
ถาม – คนบางคนมีแรงดึงดูดสูงและมีอำนาจชักจูงคนจำนวนมาก ดังที่ฝรั่งเรียก ‘คาริสม่า’ (charisma) เหมือนอย่างเช่น อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่เหนี่ยวนำประชาชนที่กำลังสิ้นหวัง ให้กลับฮึกเหิมและลุกฮือขึ้นเป็นพวกคลั่งชาติ กับทั้งเปลี่ยนเยอรมนีจากสภาพผู้แพ้สงครามโลกให้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจได้ หรืออย่างหญิงชายที่มีอำนาจตรึงใจคนราวกับโดนคุณไสย เหมือนมีพลังบังคับให้คนที่ใกล้ชิดอยากบอกว่ารักและอยากอยู่ด้วยตลอดไป แม้ว่านิสัยใจคอจะก้าวร้าวและไม่น่าติดใจเอาเลย แต่กลับเป็นที่จดจำ ลืมยาก และอาลัยโหยหา อย่างนี้มาจากการสั่งสมกรรมแบบไหนคะ?
พวกมีคาริสม่าสามารถให้คุณให้โทษ ทั้งกับตัวเองและโลกได้มากเท่ามาก หากชาติไหนน้ำหนักกุศลดลใจให้คิดดี ก็อาจเหวี่ยงตัวขึ้นไปเป็นศาสดาได้ แต่หากชาติไหนน้ำหนักอกุศลครอบงำจิต ก็อาจกลายพันธุ์ไปเป็นจอมซาตานได้ไม่ยากเช่นกัน
ก่อนอื่นมานิยามคำว่า ‘คาริสม่า’ กันให้ชัดเฉพาะในที่นี้นะครับ ว่าเราพูดถึงคนมีแรงดึงดูดสูงผิดธรรมดา และไม่จำกัดเฉพาะว่าเป็นพวกผู้นำการปกครองหรือศาสดาใดๆ แต่เหมารวมไปถึงชายหญิงที่เสน่ห์แรงผิดปกติ ใครเห็นเป็นต้องหลงใหลคลั่งไคล้ อาจจะในทันที หรือเพียงพบปะพูดคุยหนสองหน
ตัวตนของพวกมีคาริสม่าเหมือนแม่เหล็กทรงพลัง คุณจะมองไม่เห็น กับทั้งไม่รู้สึกหรอกว่าแรงดึงดูดจากเขาและเธอมันส่งออกมาจากตรงไหน เพราะทั้งหมดที่เป็นเขาและเธอนั่นเองคือแรงดึงดูด ทันทีที่คุณเห็นเขาหรือเธอ อย่างน้อยต้องจ้องมองด้วยความพิศวง หรือรู้สึกพิเศษผิดธรรมดาสักอึดใจหนึ่ง
กรรมที่ทำให้น่าสนใจย่อมเป็นไปในฝ่ายบุญกุศล และการมีคาริสม่าก็มักจะเป็นกระแสกรรมที่สืบเนื่องในทางเดียวกันตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน บรรดาบุญที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้เพียงข้อใดข้อหนึ่งอาจยังไม่เข้าขั้นก่อให้เกิดคาริสม่า ต้องหลายๆข้อประกอบกันจึงให้ผลชัด
๑) บุญอันเกิดจากการเป็นผู้ยินดีริเริ่มทำดีก่อนใคร บุญชนิดนี้จะตกแต่งให้รูปร่างหน้าตาแตกต่างจากคนทั่วไป คือมีบางอย่างที่โดดเด่นขึ้นมา อาจไม่ได้สวยหล่อเป็นพิเศษ แต่อย่างน้อยต้องดูดี มีความสง่าแบบที่ชวนให้หมู่ชนเชื่อว่าเป็นผู้นำได้ ฝากความหวังได้ หรือเป็นที่พึ่งให้กับพวกตนได้
รูปร่างหน้าตาเป็นสิ่งที่จับต้องได้และมีความคงทน ฉะนั้นรูปร่างหน้าตาจึงมักสะท้อนบุญหรือบาปที่ทำเป็นประจำ ทำอย่างสม่ำเสมอในอดีตชาติ หากปัจจุบันชาติยังคงสืบสายกรรมแบบเดียวกันนั้น ก็ย่อมเป็นไปด้วยกัน เข้ากันได้อย่างกลมกลืน คือทั้งกายและจิตฉายรัศมีไปในทางเดียวกัน สัมผัสด้วยตาเปล่าก็เชื่อแล้วว่าหุ่นอย่างนี้นำคนได้
นอกจากผลที่เกิดทางกายแล้ว บุญชนิดนี้ยังให้ผลทางใจอีกด้วย กล่าวคือพวกเขาจะ ‘กล้าแตกต่าง’ ไม่กลัวที่จะแตกแถว โดยเฉพาะเมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นการแตกออกมาจากแถวที่เลว
พวกที่กล้าแตกต่างมักสามารถทำเรื่องธรรมดาให้ไม่ธรรมดาได้ ถ้าคุณเคยกินแกงจืดหรืออาหาร ‘ธรรมดา’ อื่นๆ แต่รสชาติไม่ธรรมดา ก็คงเดาได้ว่านั่นสะท้อนถึงกรรมวิธีที่แตกต่าง และสิ่งที่ทำให้กรรมวิธีแตกต่างกันก็คือวิธีคิดของแต่ละคน ผู้ที่ทำของธรรมดาให้ไม่ธรรมดาได้ ย่อมชื่อว่าเป็นคนพิเศษ และคุณก็รู้สึกถึงความพิเศษจากกระแสความเป็นเขาได้เพียงพบปะพูดคุยไม่นาน
๒) บุญอันเกิดจากความตั้งใจจริงหนักแน่น คือเมื่อคิดอนุเคราะห์เหล่ามนุษย์และสัตว์จะมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ แม้ต้องผ่านความยากลำบากและอาศัยระยะเวลายาวนานเพียงใด ใจจะเล็งอยู่แต่เป้าหมายเท่านั้น ไม่ถึงไม่เลิก และไม่นำพากับอุปสรรคที่ขวางทางอยู่
ความพากเพียรจนสำเร็จโดยไม่วอกแวก มีความข่มใจ มีความอดกลั้นต่อการยั่วยุให้เขวออกนอกทาง ก็เหมือนการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ยิ่งหนักแน่นแน่วแน่ จิตก็ยิ่งตั้งมั่นรวมเป็นดวงใหญ่ และตามธรรมชาติของจิตแล้ว ยิ่งมีความใหญ่ขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งข่มจิตที่เล็กกว่าให้ยอมพินอบพิเทาได้มากขึ้นเท่านั้น
ผู้นำระดับแม่ทัพต้องมีบุญชนิดนี้มากๆ จิตจึงมีอานุภาพสูง ผลของบุญเมื่อเอามาใช้ในทางบาปอาจอยู่ในรูปของความเหี้ยมเกรียม เด็ดขาด หรือดื้อจะเอาอย่างใจให้ได้ แต่ความเหี้ยมเกรียมและความดื้อก็อาจหมุนกลับมาเป็นปัจจัยหนุนความดี เมื่อใดอยากทำดีก็ทำเต็มที่อีกเหมือนกัน
พวกที่เด็ดขาดทั้งทางดีทางร้ายมามากมักมีรัศมีแรงสูง มีความน่ายำเกรง ถ้าบวกเข้ากับการเป็นคนช่างคิดช่างฝัน มีความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง ก็มักรู้สึกชัดเจนจากข้างในว่าโลกนี้ต้องเป็นไปตามจินตนาการของข้า คือนึกอยากให้เกิดอะไรขึ้น ก็มักเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ คุณอาจเคยตกอยู่ใต้อำนาจการเหนี่ยวนำทางจิตของคนอื่นมาก่อน เช่น คุณอยากบอกว่า ‘ไม่’ แต่รู้สึกถึงพลังกดดันให้ต้องตอบว่า ‘ก็ได้’ หรือคุณยังไม่พร้อมโทร.หาใคร แต่รู้สึกเหลือฝืนต้าน ต้องโทร.หาเขาเดี๋ยวนั้น ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของเขาพอดี
พวกมีคาริสม่ามักรักแรง แค้นแรง และชอบสะกดจิตคนอื่นด้วยมโนนึกของตนเอง ลักษณะภายนอกของคนพวกนี้มักมีดวงตาดำใหญ่ ฉายอารมณ์ชัด และชอบจดจ้อง การที่จิตเขาแรงจะทำให้ตัวเขาแจ่มชัด และคงเส้นคงวาในมโนภาพของคนอื่น ลองหลับตานึกถึงคนที่คุณเห็นมา จะพบว่ามีระดับความชัดเจนต่างกัน และที่ชัดสุดก็ได้แก่พวกมีคาริสม่านี่เอง
อนึ่ง พลังทางอารมณ์ที่เข้มข้นอาจทำให้พวกเขาดูเหมือนสติดี แต่ความจริงเป็นความสามารถจดจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อเลิกจดจ้องก็อาจเหม่อลอยขาดสติได้อย่างคนทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น คนธรรมดาทั่วไปอาจรู้สึกว่าตัวเองโกรธ แต่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกับความโกรธ ส่วนพวกมีพลังทางอารมณ์เข้มข้นจะโกรธด้วยจิตที่แค้นแรง และอาจมีอานุภาพคุกคามข่มขวัญให้คู่แค้นรู้สึกเหมือนเผชิญปีศาจที่น่าพรั่นพรึง แต่เมื่อหลุดจากภาวะโกรธนั้น เขาจะดูเหมือนคนธรรมดาไร้พิษสง ไม่คล้ายปีศาจแต่อย่างใด
ว่ากันว่าฮิตเลอร์นั้น เมื่อเดินเข้าห้องประชุมทหารระดับปกครอง เหล่าทหารใหญ่มักรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตอ่อนๆ แสดงให้เห็นถึงขุมพลังที่โชนออกมาอย่างแรงกล้าของฮิตเลอร์ ที่คุกคามขวัญได้แม้แต่ทหารใจเหี้ยมด้วยกัน
แต่ความจริงก็คือฮิตเลอร์เป็นคนอบอุ่นที่ดูไม่น่ากลัวอะไรเลยสำหรับครอบครัวและคนที่เขารัก นั่นแสดงให้เห็นว่า อยู่กับทหารเขาตั้งจินตนาการเกี่ยวกับตนเองไว้อย่างหนึ่ง ต่อเมื่ออยู่กับคนที่เขาจะเป็นตัวของตัวเองจริงๆ จินตนาการก็จะแปรไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง
และเช่นกัน คุณอาจตกอยู่ในบ่วงพิศวาสของชายหรือหญิงสักคน หลงนึกว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีจินตนาการเลิศลอยชวนพิศวงราวกับเทพบุตรเทพธิดา แท้จริงอาจเป็นแค่จินตนาการของเขาหรือเธอที่สามารถเหนี่ยวนำให้คุณเห็นไปอย่างนั้น และคุณก็หลงเชื่อ หลงรู้สึกไปอย่างนั้นแบบถอนตัวไม่ขึ้น
๓) บุญที่เคยทำธรรมะให้น่าสนใจ ธรรมะในที่นี้หมายถึงความเชื่อดีๆ ความรู้ดีๆ สัจจะความจริงดีๆ ที่ทำให้คนทั้งหลายหันมาใฝ่บุญใฝ่กุศล เพราะฉะนั้นจะเป็นธรรมะในศาสนาพุทธหรือลัทธิความเชื่ออื่นใดไม่สำคัญ สำคัญที่พาคนไปทางดีได้ก็แล้วกัน
แนวการเผยแผ่ธรรมะของแต่ละคนผิดแผกแตกต่างได้ลิบลิ่ว บางคนก็ใช้วิธียัดเยียด บางคนก็ใช้วิธีบังคับข่มขู่ บางคนก็ใช้วิธีอนุโลมเอาใจ บางคนก็ใช้วิธีผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน บางคนก็ใช้วิธีเหนี่ยวนำให้สนใจด้วยอุบายแยบคาย แน่นอนว่าบุญที่เกิดขึ้นจากการเผยแผ่ธรรมะด้วยวิธีต่างๆย่อมไม่เหมือนกันไปด้วย
ว่ากันเฉพาะวิธีเผยแผ่ธรรมะด้วยวิธีเหนี่ยวนำให้สนใจ ถ้าใครทำสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอชาติหน้าจะเห็นได้ชัดว่าตัวตนของเขามีแรงดึงดูดเป็นแม่เหล็กกันได้แล้ว ส่วนจะเป็นแม่เหล็กอ่อนๆหรือแม่เหล็กแรงๆ ก็ขึ้นอยู่กับบารมีหลายๆด้านประกอบกัน
พวกทำธรรมะให้น่าสนใจนั้น ในชาติถัดมามักมีความคิดสร้างสรรค์สูง บางครั้งก็มาในรูปของนิสัยชอบสร้างความอลังการน่าตื่นตาตื่นใจกับมวลชน เหมือนเช่นที่ฮิตเลอร์สร้างสัญลักษณ์ประกาศความยิ่งใหญ่อย่างอินทรีเหนือสวัสดิกะ แผ่ปีกบรรเจิดอยู่ในรัฐสภา ชวนให้นึกถึงความเป็นจักรพรรดิโลก ความคิดสร้างสรรค์พันลึกชนิดนั้น ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในกระแสจิตของเขา ไปที่ไหนภาพความเป็นอินทรีเหนือสวัสดิกะย่อมติดตามเขาไปด้วยทุกหนทุกแห่ง
นอกจากทำธรรมะให้น่าสนใจแล้ว คงต้องเหมารวมการทำธรรมะให้แจ่มแจ้งด้วย หากเคยฝึกแจกแจง ฝึกทำให้คนฟังเกิดความเข้าใจธรรมะอย่างชัดเจนเสมอๆ ชาติถัดมาจะ ‘พูดเป็น’ โดยไม่ต้องหัด หรือ ‘พูดเก่ง’ โดยสัญชาตญาณ คือมีน้ำเสียงชัดใส ผูกประโยคได้เข้าใจง่าย ไม่วกวน เป็นเหตุเป็นผล ไม่เลื่อนลอย ไม่คลุมเครือ และมักสั่งอารมณ์ในขณะพูดได้ ว่าจะให้อารมณ์ของตนกลายเป็นอารมณ์ร่วมของคนฟังหมู่มากแบบไหน
ถ้อยคำและวิธีพูดเป็นส่วนประกอบสำคัญของคาริสม่าแบบผู้นำ เพราะต่อให้กระแสจิตเป็นแม่เหล็กแรงเพียงใด ก็ไม่มีทางโน้มน้าวใจใครได้โดยปราศจากการใช้คำพูดอย่างเด็ดขาด
๔) บุญอันเกิดจากความเชื่อมั่นในความดีงาม คือเมื่อศรัทธาในคำสอนหรือกรอบความประพฤติที่เห็นว่าเป็นคุณ เป็นประโยชน์ เป็นความสุขต่อตนเองและต่อโลกแล้ว ก็ไม่กลับเปลี่ยนง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อตั้งใจถือศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็สามารถทำได้จริงๆตลอดชีวิตแม้ต้องเผชิญเครื่องลองใจมากมาย
การเป็นผู้ไม่โอนอ่อนตามการหลอกล่อ ไม่หูเบากับเสียงยั่วยุ แต่มีหลักการพิจารณาที่แยบคายของตนเอง อาศัยปัญญาของตนเองเป็นเครื่องตัดสินขั้นสุดท้าย ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง
ศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่คลอนแคลนในบุญ จะเป็นเกราะกั้นตนเองจากอิทธิพลภายนอก และแม้ยังไม่เกิดใหม่ก็จะเป็นตัวของตัวเอง กระทั่งแรงชักจูงของพวกที่มีคาริสม่าด้วยกันก็ทำอะไรไม่ได้ เช่น ถ้าจะเคารพนับถือใคร จะไม่ใช่ด้วยอคติ คือไม่ใช่ด้วยความรัก ไม่ใช่ด้วยความชัง ไม่ใช่ด้วยความกลัว และไม่ใช่ด้วยความโง่เขลา แต่เคารพนับถือเพราะเห็นคุณงามความดีบางอย่างของเขา
โดยมากพวกมีคาริสม่าจะดูเชื่อมั่นในตนเองแบบเกินๆพอดี แต่พวกมีคาริสม่าขั้นสุดยอดจะเป็นแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ เพราะสามารถเห็นคุณงามความดีของทุกคน สามารถให้ความนับถือได้แทบทุกคน จึงกลายเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง ความอ่อนน้อมถ่อมตนอันเกิดจากปัญญาจัดเป็นตบะบารมีชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ความอ่อนแอแต่อย่างใด
ถาม – เคยได้ยินมาว่าถ้ามาจากสวรรค์ ตายไปแล้วก็จะกลับสู่สวรรค์ หรือมีแนวโน้มว่าจะได้กลับสวรรค์มากกว่าคนอื่น ไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ?
ก็มีส่วนอยู่เหมือนกันครับ คือพวกที่เพิ่งละจากความเป็นเทพลงมาสู่ความเป็นมนุษย์นั้น น่าจะติด ‘นิสัยสวรรค์’ บ้างไม่มากก็น้อย เพราะลงถ้าเคยมีบุญขนาดขึ้นไปเสวยสวรรค์ ก็น่าจะส่องสะท้อนว่าเคยประพฤติชอบประพฤติควรไว้มากมายก่ายกอง ดังนั้นพอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จัดว่ามีทุนเก่ามาสร้างกำไรบุญครั้งใหม่มากกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา
อย่างไรก็ตาม ถ้าบุญเก่าสู้กิเลสใหม่ไม่ไหว ประตูสวรรค์ก็ปิดสนิทได้เหมือนกัน คนเราเกิดมาเท่ากันอยู่อย่าง คือไม่มีใครรู้เรื่องราวอดีตหนหลัง ไม่มีใครรู้ด้วยตนเองว่าบุญเป็นเหตุแห่งสุข บาปเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งที่คนทั้งโลกเชื่อถือและยึดมั่นตรงกัน ก็คือถ้าเอาให้ได้อย่างใจเดี๋ยวนี้ถึงจะเป็นสุข แต่ถ้าไม่ได้อย่างใจเดี๋ยวนี้จะเป็นทุกข์ เงื่อนไขอันน่าสลดใจประการนี้แหละ ที่ทำให้เหล่าเทวดาตกสวรรค์กลับสวรรค์กันไม่ค่อยถูก
ถ้าคุณอยู่เฉยๆ ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยินยลสนใจอะไรเลยสักพักเดียว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือจิตที่เศร้าหมอง หดหู่ ฟุ้งซ่านสารพัด หรือถ้าคุณไม่ตั้งใจไว้ล่วงหน้าอย่างมั่นคงว่าจะรักษาศีล ในที่สุดคุณจะพบตัวเองอยู่ภายใต้แรงกดดันให้กระทำผิดแล้วๆเล่าๆ ใจอ่อนไม่กล้าสู้กิเลสซ้ำๆซากๆ
นั่นแปลว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ โลกนี้ไม่ได้มีแต่แรงดึงดูดวัตถุให้ติดอยู่กับแผ่นดิน ทว่ายังมีแรงดึงดูดจิตให้ติดอยู่ในห้วงความมืดมิดแห่งกองกิเลสอีกด้วย ไม่ว่าเคยมาจากที่สูงแห่งไหน เมื่อคุณตกเข้ามาอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของโลกนี้ คุณจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องขวนขวายตะเกียกตะกายขึ้นสูงอยู่ตลอดเวลา จึงอาจรอดพ้นแรงดึงดูดแห่งขุมกิเลสมหาภัยไปเสียได้
พูดง่ายๆ หากมองกันที่จิตนะครับ จิตที่เคยสั่งสมบุญไว้มากในปางก่อน ย่อมมีบุญเก่าเตือนให้ต่อบุญ แต่ไม่เป็นประกันว่าจะกระตุ้นให้ขยันต่อบุญได้ทั้งชาติ ความขยันทำบุญไม่อาจเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่ต้องด้วยความเข้าใจว่า บุญคือสิ่งที่ทำให้เป็นสุขทั้งปัจจุบันและอนาคต กับทั้งลงมือทำบุญอย่างต่อเนื่องทุกวัน ไม่ทำด้วยกายอย่างน้อยก็ทำด้วยวาจา ไม่ทำด้วยวาจาอย่างน้อยก็ทำด้วยใจคิด
หลายคนในหมู่พวกเรา เคยมีจิตแบบเทวดา ภพก่อนย่อมได้เป็นเทวดา กับทั้งเมื่อหมดเวลาเสวยบุญบนสวรรค์ชั้นฟ้า ยังได้รับการคุ้มครองจากบุญเก่า ตกแต่งให้มีจิตแบบมนุษย์ จึงสมควรได้มาเข้าท้องมนุษย์
แต่ครั้นเมื่อเป็นมนุษย์แล้ว เขาต้านทานแรงดึงดูดของกิเลสร้ายไม่ไหว แปรปรวนไปมีจิตแบบสัตว์นรก ตอนตายย่อมมีภาวะที่รองรับจิตแบบสัตว์นรกโดยไม่ต้องจ้างให้ใครสร้าง และไม่อาจอวดอ้างว่าฉันมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า ฉันควรมีอภิสิทธิ์กลับสวรรค์
สรุปคือจิตเป็นต้นเหตุของสวรรค์และนรก จิตดีสร้างสวรรค์ จิตชั่วสร้างนรก ต้องว่ากันเป็นคราวๆชาติต่อชาติ ไม่มีอะไรตายตัวครับ
พวกมีคาริสม่าสามารถให้คุณให้โทษ ทั้งกับตัวเองและโลกได้มากเท่ามาก หากชาติไหนน้ำหนักกุศลดลใจให้คิดดี ก็อาจเหวี่ยงตัวขึ้นไปเป็นศาสดาได้ แต่หากชาติไหนน้ำหนักอกุศลครอบงำจิต ก็อาจกลายพันธุ์ไปเป็นจอมซาตานได้ไม่ยากเช่นกัน
ก่อนอื่นมานิยามคำว่า ‘คาริสม่า’ กันให้ชัดเฉพาะในที่นี้นะครับ ว่าเราพูดถึงคนมีแรงดึงดูดสูงผิดธรรมดา และไม่จำกัดเฉพาะว่าเป็นพวกผู้นำการปกครองหรือศาสดาใดๆ แต่เหมารวมไปถึงชายหญิงที่เสน่ห์แรงผิดปกติ ใครเห็นเป็นต้องหลงใหลคลั่งไคล้ อาจจะในทันที หรือเพียงพบปะพูดคุยหนสองหน
ตัวตนของพวกมีคาริสม่าเหมือนแม่เหล็กทรงพลัง คุณจะมองไม่เห็น กับทั้งไม่รู้สึกหรอกว่าแรงดึงดูดจากเขาและเธอมันส่งออกมาจากตรงไหน เพราะทั้งหมดที่เป็นเขาและเธอนั่นเองคือแรงดึงดูด ทันทีที่คุณเห็นเขาหรือเธอ อย่างน้อยต้องจ้องมองด้วยความพิศวง หรือรู้สึกพิเศษผิดธรรมดาสักอึดใจหนึ่ง
กรรมที่ทำให้น่าสนใจย่อมเป็นไปในฝ่ายบุญกุศล และการมีคาริสม่าก็มักจะเป็นกระแสกรรมที่สืบเนื่องในทางเดียวกันตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน บรรดาบุญที่ผมจะกล่าวถึงต่อไปนี้เพียงข้อใดข้อหนึ่งอาจยังไม่เข้าขั้นก่อให้เกิดคาริสม่า ต้องหลายๆข้อประกอบกันจึงให้ผลชัด
๑) บุญอันเกิดจากการเป็นผู้ยินดีริเริ่มทำดีก่อนใคร บุญชนิดนี้จะตกแต่งให้รูปร่างหน้าตาแตกต่างจากคนทั่วไป คือมีบางอย่างที่โดดเด่นขึ้นมา อาจไม่ได้สวยหล่อเป็นพิเศษ แต่อย่างน้อยต้องดูดี มีความสง่าแบบที่ชวนให้หมู่ชนเชื่อว่าเป็นผู้นำได้ ฝากความหวังได้ หรือเป็นที่พึ่งให้กับพวกตนได้
รูปร่างหน้าตาเป็นสิ่งที่จับต้องได้และมีความคงทน ฉะนั้นรูปร่างหน้าตาจึงมักสะท้อนบุญหรือบาปที่ทำเป็นประจำ ทำอย่างสม่ำเสมอในอดีตชาติ หากปัจจุบันชาติยังคงสืบสายกรรมแบบเดียวกันนั้น ก็ย่อมเป็นไปด้วยกัน เข้ากันได้อย่างกลมกลืน คือทั้งกายและจิตฉายรัศมีไปในทางเดียวกัน สัมผัสด้วยตาเปล่าก็เชื่อแล้วว่าหุ่นอย่างนี้นำคนได้
นอกจากผลที่เกิดทางกายแล้ว บุญชนิดนี้ยังให้ผลทางใจอีกด้วย กล่าวคือพวกเขาจะ ‘กล้าแตกต่าง’ ไม่กลัวที่จะแตกแถว โดยเฉพาะเมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็นการแตกออกมาจากแถวที่เลว
พวกที่กล้าแตกต่างมักสามารถทำเรื่องธรรมดาให้ไม่ธรรมดาได้ ถ้าคุณเคยกินแกงจืดหรืออาหาร ‘ธรรมดา’ อื่นๆ แต่รสชาติไม่ธรรมดา ก็คงเดาได้ว่านั่นสะท้อนถึงกรรมวิธีที่แตกต่าง และสิ่งที่ทำให้กรรมวิธีแตกต่างกันก็คือวิธีคิดของแต่ละคน ผู้ที่ทำของธรรมดาให้ไม่ธรรมดาได้ ย่อมชื่อว่าเป็นคนพิเศษ และคุณก็รู้สึกถึงความพิเศษจากกระแสความเป็นเขาได้เพียงพบปะพูดคุยไม่นาน
๒) บุญอันเกิดจากความตั้งใจจริงหนักแน่น คือเมื่อคิดอนุเคราะห์เหล่ามนุษย์และสัตว์จะมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ แม้ต้องผ่านความยากลำบากและอาศัยระยะเวลายาวนานเพียงใด ใจจะเล็งอยู่แต่เป้าหมายเท่านั้น ไม่ถึงไม่เลิก และไม่นำพากับอุปสรรคที่ขวางทางอยู่
ความพากเพียรจนสำเร็จโดยไม่วอกแวก มีความข่มใจ มีความอดกลั้นต่อการยั่วยุให้เขวออกนอกทาง ก็เหมือนการทำสมาธิอย่างหนึ่ง ยิ่งหนักแน่นแน่วแน่ จิตก็ยิ่งตั้งมั่นรวมเป็นดวงใหญ่ และตามธรรมชาติของจิตแล้ว ยิ่งมีความใหญ่ขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งข่มจิตที่เล็กกว่าให้ยอมพินอบพิเทาได้มากขึ้นเท่านั้น
ผู้นำระดับแม่ทัพต้องมีบุญชนิดนี้มากๆ จิตจึงมีอานุภาพสูง ผลของบุญเมื่อเอามาใช้ในทางบาปอาจอยู่ในรูปของความเหี้ยมเกรียม เด็ดขาด หรือดื้อจะเอาอย่างใจให้ได้ แต่ความเหี้ยมเกรียมและความดื้อก็อาจหมุนกลับมาเป็นปัจจัยหนุนความดี เมื่อใดอยากทำดีก็ทำเต็มที่อีกเหมือนกัน
พวกที่เด็ดขาดทั้งทางดีทางร้ายมามากมักมีรัศมีแรงสูง มีความน่ายำเกรง ถ้าบวกเข้ากับการเป็นคนช่างคิดช่างฝัน มีความปรารถนาอย่างรุนแรงที่จะทำให้ความฝันเป็นจริง ก็มักรู้สึกชัดเจนจากข้างในว่าโลกนี้ต้องเป็นไปตามจินตนาการของข้า คือนึกอยากให้เกิดอะไรขึ้น ก็มักเกิดสิ่งนั้นขึ้นมาจริงๆ คุณอาจเคยตกอยู่ใต้อำนาจการเหนี่ยวนำทางจิตของคนอื่นมาก่อน เช่น คุณอยากบอกว่า ‘ไม่’ แต่รู้สึกถึงพลังกดดันให้ต้องตอบว่า ‘ก็ได้’ หรือคุณยังไม่พร้อมโทร.หาใคร แต่รู้สึกเหลือฝืนต้าน ต้องโทร.หาเขาเดี๋ยวนั้น ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของเขาพอดี
พวกมีคาริสม่ามักรักแรง แค้นแรง และชอบสะกดจิตคนอื่นด้วยมโนนึกของตนเอง ลักษณะภายนอกของคนพวกนี้มักมีดวงตาดำใหญ่ ฉายอารมณ์ชัด และชอบจดจ้อง การที่จิตเขาแรงจะทำให้ตัวเขาแจ่มชัด และคงเส้นคงวาในมโนภาพของคนอื่น ลองหลับตานึกถึงคนที่คุณเห็นมา จะพบว่ามีระดับความชัดเจนต่างกัน และที่ชัดสุดก็ได้แก่พวกมีคาริสม่านี่เอง
อนึ่ง พลังทางอารมณ์ที่เข้มข้นอาจทำให้พวกเขาดูเหมือนสติดี แต่ความจริงเป็นความสามารถจดจ้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เมื่อเลิกจดจ้องก็อาจเหม่อลอยขาดสติได้อย่างคนทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น คนธรรมดาทั่วไปอาจรู้สึกว่าตัวเองโกรธ แต่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกับความโกรธ ส่วนพวกมีพลังทางอารมณ์เข้มข้นจะโกรธด้วยจิตที่แค้นแรง และอาจมีอานุภาพคุกคามข่มขวัญให้คู่แค้นรู้สึกเหมือนเผชิญปีศาจที่น่าพรั่นพรึง แต่เมื่อหลุดจากภาวะโกรธนั้น เขาจะดูเหมือนคนธรรมดาไร้พิษสง ไม่คล้ายปีศาจแต่อย่างใด
ว่ากันว่าฮิตเลอร์นั้น เมื่อเดินเข้าห้องประชุมทหารระดับปกครอง เหล่าทหารใหญ่มักรู้สึกเหมือนมีไฟช็อตอ่อนๆ แสดงให้เห็นถึงขุมพลังที่โชนออกมาอย่างแรงกล้าของฮิตเลอร์ ที่คุกคามขวัญได้แม้แต่ทหารใจเหี้ยมด้วยกัน
แต่ความจริงก็คือฮิตเลอร์เป็นคนอบอุ่นที่ดูไม่น่ากลัวอะไรเลยสำหรับครอบครัวและคนที่เขารัก นั่นแสดงให้เห็นว่า อยู่กับทหารเขาตั้งจินตนาการเกี่ยวกับตนเองไว้อย่างหนึ่ง ต่อเมื่ออยู่กับคนที่เขาจะเป็นตัวของตัวเองจริงๆ จินตนาการก็จะแปรไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง
และเช่นกัน คุณอาจตกอยู่ในบ่วงพิศวาสของชายหรือหญิงสักคน หลงนึกว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ มีจินตนาการเลิศลอยชวนพิศวงราวกับเทพบุตรเทพธิดา แท้จริงอาจเป็นแค่จินตนาการของเขาหรือเธอที่สามารถเหนี่ยวนำให้คุณเห็นไปอย่างนั้น และคุณก็หลงเชื่อ หลงรู้สึกไปอย่างนั้นแบบถอนตัวไม่ขึ้น
๓) บุญที่เคยทำธรรมะให้น่าสนใจ ธรรมะในที่นี้หมายถึงความเชื่อดีๆ ความรู้ดีๆ สัจจะความจริงดีๆ ที่ทำให้คนทั้งหลายหันมาใฝ่บุญใฝ่กุศล เพราะฉะนั้นจะเป็นธรรมะในศาสนาพุทธหรือลัทธิความเชื่ออื่นใดไม่สำคัญ สำคัญที่พาคนไปทางดีได้ก็แล้วกัน
แนวการเผยแผ่ธรรมะของแต่ละคนผิดแผกแตกต่างได้ลิบลิ่ว บางคนก็ใช้วิธียัดเยียด บางคนก็ใช้วิธีบังคับข่มขู่ บางคนก็ใช้วิธีอนุโลมเอาใจ บางคนก็ใช้วิธีผ่อนคลายด้วยอารมณ์ขัน บางคนก็ใช้วิธีเหนี่ยวนำให้สนใจด้วยอุบายแยบคาย แน่นอนว่าบุญที่เกิดขึ้นจากการเผยแผ่ธรรมะด้วยวิธีต่างๆย่อมไม่เหมือนกันไปด้วย
ว่ากันเฉพาะวิธีเผยแผ่ธรรมะด้วยวิธีเหนี่ยวนำให้สนใจ ถ้าใครทำสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอชาติหน้าจะเห็นได้ชัดว่าตัวตนของเขามีแรงดึงดูดเป็นแม่เหล็กกันได้แล้ว ส่วนจะเป็นแม่เหล็กอ่อนๆหรือแม่เหล็กแรงๆ ก็ขึ้นอยู่กับบารมีหลายๆด้านประกอบกัน
พวกทำธรรมะให้น่าสนใจนั้น ในชาติถัดมามักมีความคิดสร้างสรรค์สูง บางครั้งก็มาในรูปของนิสัยชอบสร้างความอลังการน่าตื่นตาตื่นใจกับมวลชน เหมือนเช่นที่ฮิตเลอร์สร้างสัญลักษณ์ประกาศความยิ่งใหญ่อย่างอินทรีเหนือสวัสดิกะ แผ่ปีกบรรเจิดอยู่ในรัฐสภา ชวนให้นึกถึงความเป็นจักรพรรดิโลก ความคิดสร้างสรรค์พันลึกชนิดนั้น ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในกระแสจิตของเขา ไปที่ไหนภาพความเป็นอินทรีเหนือสวัสดิกะย่อมติดตามเขาไปด้วยทุกหนทุกแห่ง
นอกจากทำธรรมะให้น่าสนใจแล้ว คงต้องเหมารวมการทำธรรมะให้แจ่มแจ้งด้วย หากเคยฝึกแจกแจง ฝึกทำให้คนฟังเกิดความเข้าใจธรรมะอย่างชัดเจนเสมอๆ ชาติถัดมาจะ ‘พูดเป็น’ โดยไม่ต้องหัด หรือ ‘พูดเก่ง’ โดยสัญชาตญาณ คือมีน้ำเสียงชัดใส ผูกประโยคได้เข้าใจง่าย ไม่วกวน เป็นเหตุเป็นผล ไม่เลื่อนลอย ไม่คลุมเครือ และมักสั่งอารมณ์ในขณะพูดได้ ว่าจะให้อารมณ์ของตนกลายเป็นอารมณ์ร่วมของคนฟังหมู่มากแบบไหน
ถ้อยคำและวิธีพูดเป็นส่วนประกอบสำคัญของคาริสม่าแบบผู้นำ เพราะต่อให้กระแสจิตเป็นแม่เหล็กแรงเพียงใด ก็ไม่มีทางโน้มน้าวใจใครได้โดยปราศจากการใช้คำพูดอย่างเด็ดขาด
๔) บุญอันเกิดจากความเชื่อมั่นในความดีงาม คือเมื่อศรัทธาในคำสอนหรือกรอบความประพฤติที่เห็นว่าเป็นคุณ เป็นประโยชน์ เป็นความสุขต่อตนเองและต่อโลกแล้ว ก็ไม่กลับเปลี่ยนง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อตั้งใจถือศีลให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็สามารถทำได้จริงๆตลอดชีวิตแม้ต้องเผชิญเครื่องลองใจมากมาย
การเป็นผู้ไม่โอนอ่อนตามการหลอกล่อ ไม่หูเบากับเสียงยั่วยุ แต่มีหลักการพิจารณาที่แยบคายของตนเอง อาศัยปัญญาของตนเองเป็นเครื่องตัดสินขั้นสุดท้าย ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง
ศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่คลอนแคลนในบุญ จะเป็นเกราะกั้นตนเองจากอิทธิพลภายนอก และแม้ยังไม่เกิดใหม่ก็จะเป็นตัวของตัวเอง กระทั่งแรงชักจูงของพวกที่มีคาริสม่าด้วยกันก็ทำอะไรไม่ได้ เช่น ถ้าจะเคารพนับถือใคร จะไม่ใช่ด้วยอคติ คือไม่ใช่ด้วยความรัก ไม่ใช่ด้วยความชัง ไม่ใช่ด้วยความกลัว และไม่ใช่ด้วยความโง่เขลา แต่เคารพนับถือเพราะเห็นคุณงามความดีบางอย่างของเขา
โดยมากพวกมีคาริสม่าจะดูเชื่อมั่นในตนเองแบบเกินๆพอดี แต่พวกมีคาริสม่าขั้นสุดยอดจะเป็นแบบสูงสุดคืนสู่สามัญ เพราะสามารถเห็นคุณงามความดีของทุกคน สามารถให้ความนับถือได้แทบทุกคน จึงกลายเป็นผู้มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง ความอ่อนน้อมถ่อมตนอันเกิดจากปัญญาจัดเป็นตบะบารมีชนิดหนึ่ง ไม่ใช่ความอ่อนแอแต่อย่างใด
ถาม – เคยได้ยินมาว่าถ้ามาจากสวรรค์ ตายไปแล้วก็จะกลับสู่สวรรค์ หรือมีแนวโน้มว่าจะได้กลับสวรรค์มากกว่าคนอื่น ไม่ทราบข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรครับ?
ก็มีส่วนอยู่เหมือนกันครับ คือพวกที่เพิ่งละจากความเป็นเทพลงมาสู่ความเป็นมนุษย์นั้น น่าจะติด ‘นิสัยสวรรค์’ บ้างไม่มากก็น้อย เพราะลงถ้าเคยมีบุญขนาดขึ้นไปเสวยสวรรค์ ก็น่าจะส่องสะท้อนว่าเคยประพฤติชอบประพฤติควรไว้มากมายก่ายกอง ดังนั้นพอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จัดว่ามีทุนเก่ามาสร้างกำไรบุญครั้งใหม่มากกว่าชาวบ้านชาวช่องเขา
อย่างไรก็ตาม ถ้าบุญเก่าสู้กิเลสใหม่ไม่ไหว ประตูสวรรค์ก็ปิดสนิทได้เหมือนกัน คนเราเกิดมาเท่ากันอยู่อย่าง คือไม่มีใครรู้เรื่องราวอดีตหนหลัง ไม่มีใครรู้ด้วยตนเองว่าบุญเป็นเหตุแห่งสุข บาปเป็นเหตุแห่งทุกข์ สิ่งที่คนทั้งโลกเชื่อถือและยึดมั่นตรงกัน ก็คือถ้าเอาให้ได้อย่างใจเดี๋ยวนี้ถึงจะเป็นสุข แต่ถ้าไม่ได้อย่างใจเดี๋ยวนี้จะเป็นทุกข์ เงื่อนไขอันน่าสลดใจประการนี้แหละ ที่ทำให้เหล่าเทวดาตกสวรรค์กลับสวรรค์กันไม่ค่อยถูก
ถ้าคุณอยู่เฉยๆ ไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ยินยลสนใจอะไรเลยสักพักเดียว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือจิตที่เศร้าหมอง หดหู่ ฟุ้งซ่านสารพัด หรือถ้าคุณไม่ตั้งใจไว้ล่วงหน้าอย่างมั่นคงว่าจะรักษาศีล ในที่สุดคุณจะพบตัวเองอยู่ภายใต้แรงกดดันให้กระทำผิดแล้วๆเล่าๆ ใจอ่อนไม่กล้าสู้กิเลสซ้ำๆซากๆ
นั่นแปลว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ โลกนี้ไม่ได้มีแต่แรงดึงดูดวัตถุให้ติดอยู่กับแผ่นดิน ทว่ายังมีแรงดึงดูดจิตให้ติดอยู่ในห้วงความมืดมิดแห่งกองกิเลสอีกด้วย ไม่ว่าเคยมาจากที่สูงแห่งไหน เมื่อคุณตกเข้ามาอยู่ภายใต้แรงดึงดูดของโลกนี้ คุณจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องขวนขวายตะเกียกตะกายขึ้นสูงอยู่ตลอดเวลา จึงอาจรอดพ้นแรงดึงดูดแห่งขุมกิเลสมหาภัยไปเสียได้
พูดง่ายๆ หากมองกันที่จิตนะครับ จิตที่เคยสั่งสมบุญไว้มากในปางก่อน ย่อมมีบุญเก่าเตือนให้ต่อบุญ แต่ไม่เป็นประกันว่าจะกระตุ้นให้ขยันต่อบุญได้ทั้งชาติ ความขยันทำบุญไม่อาจเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่ต้องด้วยความเข้าใจว่า บุญคือสิ่งที่ทำให้เป็นสุขทั้งปัจจุบันและอนาคต กับทั้งลงมือทำบุญอย่างต่อเนื่องทุกวัน ไม่ทำด้วยกายอย่างน้อยก็ทำด้วยวาจา ไม่ทำด้วยวาจาอย่างน้อยก็ทำด้วยใจคิด
หลายคนในหมู่พวกเรา เคยมีจิตแบบเทวดา ภพก่อนย่อมได้เป็นเทวดา กับทั้งเมื่อหมดเวลาเสวยบุญบนสวรรค์ชั้นฟ้า ยังได้รับการคุ้มครองจากบุญเก่า ตกแต่งให้มีจิตแบบมนุษย์ จึงสมควรได้มาเข้าท้องมนุษย์
แต่ครั้นเมื่อเป็นมนุษย์แล้ว เขาต้านทานแรงดึงดูดของกิเลสร้ายไม่ไหว แปรปรวนไปมีจิตแบบสัตว์นรก ตอนตายย่อมมีภาวะที่รองรับจิตแบบสัตว์นรกโดยไม่ต้องจ้างให้ใครสร้าง และไม่อาจอวดอ้างว่าฉันมาจากสวรรค์ชั้นฟ้า ฉันควรมีอภิสิทธิ์กลับสวรรค์
สรุปคือจิตเป็นต้นเหตุของสวรรค์และนรก จิตดีสร้างสวรรค์ จิตชั่วสร้างนรก ต้องว่ากันเป็นคราวๆชาติต่อชาติ ไม่มีอะไรตายตัวครับ
วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553
ทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างไรให้ ประสบความสำเร็จ
ทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างไรให้ ประสบความสำเร็จ
คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ มติชนรายวัน วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9803
ผู้เขียนหวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุขถ้วนหน้ากันกับการฉลองปีใหม่ และอาจจะมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของการจัดงานปีใหม่ ซึ่งมีตราสินค้าต่างๆ ร่วมเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผู้เขียนขอกล่าวถึงการทำกิจกรรมทางการตลาดอีกสักครั้ง เพื่อให้เข้าถึงบรรยากาศของเครื่องมือนี้อย่างเต็มที่ โดยจะเขียนถึงองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งผลให้การทำกิจกรรมทางการตลาดประสบ ความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งรายละเอียดมีดังต่อไปนี้
เน้นการสื่อสาร (communication) เป็นปัจจัยพื้นฐานเลยว่าทุกกิจกรรมทางการตลาด ต้องทำการให้ข่าวสาร และมุ่งสื่อสารไปยังลูกค้า ผู้คาดหวังเป้าหมายให้รับทราบถึงคุณประโยชน์และความแตกต่างของตราสินค้า เพื่อโน้มน้าวและชักจูงบุคคลผู้ได้รับสารเหล่านั้น มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยอาจจะทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง หรือแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หรือแม้แต่การส่งจดหมายไปยังกลุ่มเป้าหมายก็ตาม ล้วนมุ่งหวังเพื่อให้เกิดการสื่อสารทั้งสิ้น
การช่วยลดงบประมาณ (cut cost) การทำกิจกรรมทางการตลาดช่วยลดต้นทุนของการทำการสื่อสาร การตลาดสำหรับตราสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงข้ามกับการทำโฆษณาที่ใช้งบประมาณสูงกว่ามาก ดังนั้นจึงทำให้การทำกิจกรรมทางการตลาด เป็นที่นิยมในปัจจุบันอย่างมาก เพราะนักการตลาดที่ดีควรใช้งบประมาณให้น้อยสุด เพื่อให้ได้ประสิทธิผลที่สูงสุดต่อตราสินค้านั่นเอง
ส่งเสริมการทำวิจัย (conduct research) ทุกกิจกรรมทางการตลาด ถ้าสามารถทำวิจัยได้ด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตราสินค้า ซึ่งจะได้รับจากการทำกิจกรรมทางการตลาด เพราะลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมาย ต่างก็มาอยู่ที่งานกิจกรรมนั้นแล้ว ดังนั้นนักการตลาดจึงไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในการทำวิจัยอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำวิจัยสินค้าใหม่ วิจัยตลาด หรือแม้แต่การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ตาม ก็สามารถทำวิจัยงานกิจกรรมเหล่านั้นได้เลย เนื่องจากกิจกรรมทางการตลาดสามารถช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มาร่วม กิจกรรมได้อยู่แล้ว
หวังผลทางธุรกิจ (commercial) เครื่องมือทางการสื่อสารการตลาดสำหรับตราสินค้าทุกอย่าง ต่างก็หวังผลทางธุรกิจการค้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ดังนั้นนักกลยุทธ์ทางการตลาด ก็ควรพึงระลึกเสมอว่า การทำกิจกรรมทางการตลาดที่สามารถทำให้เกิดการขายสินค้าได้ด้วย เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจของทุกตราสินค้าเลยทีเดียว
ต้องเป็นกิจกรรมที่อยู่ในกระแสความนิยม (current issue) การเลือกพิจารณาในการทำกิจกรรมทางการตลาด ต้องคำนึงถึงกระแสความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ และยิ่งถ้ากระแสนิยมในเรื่องนั้นๆ เกี่ยวข้องกับสินค้าด้วยก็จะยิ่งดีเพราะจะเป็นการช่วยเพิ่มและเร่งให้เกิด คุณค่ากับตราสินค้าได้มากขึ้น
สามารถสร้างความสนใจได้ (command attention) กิจกรรมทางการตลาดต้องสามารถสร้าง และกำหนดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และบุคคลทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรายละเอียด และโปรแกรมของงานกิจกรรมทางการตลาด จะต้องผ่านการคัดเลือก สร้างสรรค์ และวางแผนอย่างพิถีพิถัน และรอบคอบเพื่อมุ่งหวังให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจและเข้าร่วม กิจกรรมทางการตลาด
ควรมีกิจกรรมอื่นๆ เสริม (cutting edge service) ณ การจัดงานกิจกรรมทางการตลาดนั้น นักกลยุทธ์การตลาดควรเพิ่มกิจกรรมของตราสินค้าที่นอกเหนือจากการทำกิจกรรม ทางการตลาดไว้ด้วย เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกับตราสินค้า เพราะยิ่งนักการตลาดสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมายของตราสินค้าเกิดความสัมพันธ์และ ผูกพันกับตราสินค้ามากขึ้นเท่านั้น
มีความสะดวกสบาย (convenience) การทำกิจกรรมทางการตลาดที่ดีจะต้องอยู่ในทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย หาง่าย และยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้วยก็จะยิ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้า หมายมากขึ้น เพราะไม่มีลูกค้าหรือผู้คาดหวังและกลุ่มเป้าหมายคนใดที่ไม่ชอบความสะดวกสบาย
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของการจัดงาน "Mix & Match" ของสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นที่จัดขึ้นอย่างน่าสนใจโดยนำเสื้อผ้าในฤดูกาลนั้น ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่ตราสินค้าคิดขึ้นเอง (created event marketing) ดังภาพประกอบ และยังเป็นการสอดรับกับกระแสกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น โดยการให้ผู้ออกแบบเสื้อผ้า และสไตลิสต์ ของตราสินค้า ทำการแนะนำการแต่งกายแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว นอกจากนี้อีกหนึ่งกิจกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจก็คือการจัดโครงการ "Seventeen Ambassador 2004" ของนิตยสารชื่อดังโดยมีเสื้อผ้าวัยรุ่นอย่าง "haas" เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงาน (participating event marketing) ซึ่งถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าการทำกิจกรรมทางการตลาดทั้งสองรูปแบบมีการนำเอา องค์ประกอบที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นมาเป็นกรอบของการจัดงาน จึงทำให้เกิดผลดีต่อภาพลักษณ์และยอดขายของตราสินค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่ สุด อย่างที่นักการตลาดต้องการและคาดหวังไว้
คอลัมน์ คลื่นความคิด โดย ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ มติชนรายวัน วันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9803
ผู้เขียนหวังว่าทุกท่านคงจะมีความสุขถ้วนหน้ากันกับการฉลองปีใหม่ และอาจจะมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของการจัดงานปีใหม่ ซึ่งมีตราสินค้าต่างๆ ร่วมเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว เพื่อไม่ให้เสียเวลา ผู้เขียนขอกล่าวถึงการทำกิจกรรมทางการตลาดอีกสักครั้ง เพื่อให้เข้าถึงบรรยากาศของเครื่องมือนี้อย่างเต็มที่ โดยจะเขียนถึงองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งผลให้การทำกิจกรรมทางการตลาดประสบ ความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์มากขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งรายละเอียดมีดังต่อไปนี้
เน้นการสื่อสาร (communication) เป็นปัจจัยพื้นฐานเลยว่าทุกกิจกรรมทางการตลาด ต้องทำการให้ข่าวสาร และมุ่งสื่อสารไปยังลูกค้า ผู้คาดหวังเป้าหมายให้รับทราบถึงคุณประโยชน์และความแตกต่างของตราสินค้า เพื่อโน้มน้าวและชักจูงบุคคลผู้ได้รับสารเหล่านั้น มาร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยอาจจะทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง หรือแม้แต่สื่อสิ่งพิมพ์อย่างหนังสือพิมพ์และนิตยสาร หรือแม้แต่การส่งจดหมายไปยังกลุ่มเป้าหมายก็ตาม ล้วนมุ่งหวังเพื่อให้เกิดการสื่อสารทั้งสิ้น
การช่วยลดงบประมาณ (cut cost) การทำกิจกรรมทางการตลาดช่วยลดต้นทุนของการทำการสื่อสาร การตลาดสำหรับตราสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงข้ามกับการทำโฆษณาที่ใช้งบประมาณสูงกว่ามาก ดังนั้นจึงทำให้การทำกิจกรรมทางการตลาด เป็นที่นิยมในปัจจุบันอย่างมาก เพราะนักการตลาดที่ดีควรใช้งบประมาณให้น้อยสุด เพื่อให้ได้ประสิทธิผลที่สูงสุดต่อตราสินค้านั่นเอง
ส่งเสริมการทำวิจัย (conduct research) ทุกกิจกรรมทางการตลาด ถ้าสามารถทำวิจัยได้ด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับตราสินค้า ซึ่งจะได้รับจากการทำกิจกรรมทางการตลาด เพราะลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมาย ต่างก็มาอยู่ที่งานกิจกรรมนั้นแล้ว ดังนั้นนักการตลาดจึงไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในการทำวิจัยอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทำวิจัยสินค้าใหม่ วิจัยตลาด หรือแม้แต่การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเองก็ตาม ก็สามารถทำวิจัยงานกิจกรรมเหล่านั้นได้เลย เนื่องจากกิจกรรมทางการตลาดสามารถช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้มาร่วม กิจกรรมได้อยู่แล้ว
หวังผลทางธุรกิจ (commercial) เครื่องมือทางการสื่อสารการตลาดสำหรับตราสินค้าทุกอย่าง ต่างก็หวังผลทางธุรกิจการค้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ดังนั้นนักกลยุทธ์ทางการตลาด ก็ควรพึงระลึกเสมอว่า การทำกิจกรรมทางการตลาดที่สามารถทำให้เกิดการขายสินค้าได้ด้วย เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำเนินธุรกิจของทุกตราสินค้าเลยทีเดียว
ต้องเป็นกิจกรรมที่อยู่ในกระแสความนิยม (current issue) การเลือกพิจารณาในการทำกิจกรรมทางการตลาด ต้องคำนึงถึงกระแสความสนใจของกลุ่มเป้าหมายเป็นสำคัญ และยิ่งถ้ากระแสนิยมในเรื่องนั้นๆ เกี่ยวข้องกับสินค้าด้วยก็จะยิ่งดีเพราะจะเป็นการช่วยเพิ่มและเร่งให้เกิด คุณค่ากับตราสินค้าได้มากขึ้น
สามารถสร้างความสนใจได้ (command attention) กิจกรรมทางการตลาดต้องสามารถสร้าง และกำหนดความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย และบุคคลทั่วไปได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรายละเอียด และโปรแกรมของงานกิจกรรมทางการตลาด จะต้องผ่านการคัดเลือก สร้างสรรค์ และวางแผนอย่างพิถีพิถัน และรอบคอบเพื่อมุ่งหวังให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจและเข้าร่วม กิจกรรมทางการตลาด
ควรมีกิจกรรมอื่นๆ เสริม (cutting edge service) ณ การจัดงานกิจกรรมทางการตลาดนั้น นักกลยุทธ์การตลาดควรเพิ่มกิจกรรมของตราสินค้าที่นอกเหนือจากการทำกิจกรรม ทางการตลาดไว้ด้วย เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ร่วมระหว่างลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกับตราสินค้า เพราะยิ่งนักการตลาดสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมต่างๆ ได้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ลูกค้าและผู้คาดหวังเป้าหมายของตราสินค้าเกิดความสัมพันธ์และ ผูกพันกับตราสินค้ามากขึ้นเท่านั้น
มีความสะดวกสบาย (convenience) การทำกิจกรรมทางการตลาดที่ดีจะต้องอยู่ในทำเลที่ตั้งที่สะดวกสบาย หาง่าย และยิ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้วยก็จะยิ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้ากลุ่มเป้า หมายมากขึ้น เพราะไม่มีลูกค้าหรือผู้คาดหวังและกลุ่มเป้าหมายคนใดที่ไม่ชอบความสะดวกสบาย
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างของการจัดงาน "Mix & Match" ของสินค้าเสื้อผ้าแฟชั่นที่จัดขึ้นอย่างน่าสนใจโดยนำเสื้อผ้าในฤดูกาลนั้น ซึ่งเป็นรูปแบบการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่ตราสินค้าคิดขึ้นเอง (created event marketing) ดังภาพประกอบ และยังเป็นการสอดรับกับกระแสกรุงเทพฯเมืองแฟชั่น โดยการให้ผู้ออกแบบเสื้อผ้า และสไตลิสต์ ของตราสินค้า ทำการแนะนำการแต่งกายแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าว นอกจากนี้อีกหนึ่งกิจกรรมทางการตลาดที่น่าสนใจก็คือการจัดโครงการ "Seventeen Ambassador 2004" ของนิตยสารชื่อดังโดยมีเสื้อผ้าวัยรุ่นอย่าง "haas" เข้าร่วมสนับสนุนการจัดงาน (participating event marketing) ซึ่งถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าการทำกิจกรรมทางการตลาดทั้งสองรูปแบบมีการนำเอา องค์ประกอบที่ผู้เขียนกล่าวมาข้างต้นมาเป็นกรอบของการจัดงาน จึงทำให้เกิดผลดีต่อภาพลักษณ์และยอดขายของตราสินค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบที่ สุด อย่างที่นักการตลาดต้องการและคาดหวังไว้
'Event Management' จัดการความฝัน สู่กิจกรรมการตลาด
- ทำไม ? Event Marketing สื่อสารทางการตลาดผ่านกิจกรรม จึงขึ้นแท่นเบอร์ 1 เป็นเครื่องมือที่นักธุรกิจ เจ้าของกิจกรรมเลือกใช้ในอันดับต้นๆ
- กระแสความนิยม ลุกลามสู่ตลาดแรงงานระดับโลกอย่างสหรัฐ ที่ Event Management อาชีพในฝันอันดับ 1 ที่หนุ่ม สาวชาวอเมริกันอยากทำมากที่สุด
- อาชีพที่ว่า เป็นไปตามกระแสหรือไม่ ? เบื้องลึก เบื้องหลัง การทำงานเป็นอย่างไร ?
- ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ มือบริหาร Index บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการ ร่วมเจาะลึกหาคำตอบ !
กับเทรนด์ของการหันหานวัตรกรรมทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อสนองสิ่งสูงสุดในการขยายผลทางธุรกิจไม่ว่าเรื่องของการสร้างแบรนด์ การสร้างรายได้
Event Marketing เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้ และปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก Event เพียงแต่จะเป็นอีเว้นท์พันธุ์แท้ หรืออีเว้นท์พันธุ์ทางก็เท่านั้น
ด้วยกระแสการตอบรับจากผู้ประกอบการ บริษัท ห้างร้านต่างๆ เข้าใช้บริการอีเว้นท์ จึง ส่งผลต่อความการบุคลากรในอาชีพตามมาติดๆ
เรียกได้ว่าตลาดแรงงานขณะนี้ยังมีที่ว่างอีกมาก !
แต่ ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ จำกัด (มหาชน) รีบเกริ่นนำกับ ทีมงาน "Smrat Job" ก่อนเลยว่า Event Management เป็นอาชีพนี้แตกต่างจากอาชีพอื่น เพราะเป็นอาชีพที่อาศัยเพียงแค่คำว่าใจรักไม่พอ ไม่รุ่ง!
เพราะเป็นอาชีพที่มีเงื่อนไขกันตั้งแต่เข้าสู่อาชีพ ที่ว่า ถ้าคุณมีคุณสมบัติ หรือมีศัพท์ตามภาษาปะกิตเหล่านี้อยู่ในตัว alert dynamic redership หรือคนที่มีแบตเตอร์รี่เกินขอเรียนเชิญ! โอกาสความสำเร็จในอาชีพมีเห็นๆ แล้วอาชีพนี้จะเป็นเพียงกระแสหรือไม่ ? เขาตอบว่า
"ถ้าในแง่ของงาน Event Markerting ยังคงต้องมีเช่นเดียวกับการโฆษณา แต่คนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้ ไม่แน่ใจ แต่ในไทยเท่าที่สัมผัสกับเด็กๆ ในมหาลัย วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักอินเด็กซ์แล้วนะครับ แล้วทุกคนกระตือรือร้นอยากทำงานอาชีพนี้ อยากฝึกงาน เหมือนเด็กสมัยหนึ่งที่อยากทำงาน Advertising Agency วันนี้เด็กๆ อยากทำอีเวนท์ แน่นอนกระแสแฟชั่นมันเป็นการสร้างงาน
ถ้าในประเด็นรายได้ก็อาจจะใช่สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าสู่อาชีพนี้ และแนวโน้มรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเด็กจบใหม่ เงินเดือนเริ่มต้นรวมแล้วก็ ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท"
ซึ่ง เกรียงไกร ให้คำนิยามของ Event Marketing ว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดผ่านกิจกรรม ยกตัวอย่างง่ายๆ และเห็นชัด เช่น การเปิดตัวสินค้า แต่ภายในงานนั่นมีโจทย์ทางการตลาดซ่อนอยู่มากมาย
เขาเริ่มเล่าถึงลักษณะของการทำงานว่า เริ่มต้นจากการเข้าใจโจทย์ทางการตลาด ซึ่งรับบรีฟจากลูกค้า ถ้ามีพื้นฐานด้านการตลาดจะทำให้เราเข้าใจโจทย์ได้ง่ายขึ้น จากนั้นแปรรูปของโจทย์ออกมาเป็น communication หรือการสื่อสารในรูปของอีเว้นท์
"ต้องมาเรียนรู้ว่าอีเว้นท์คือการสื่อสาร และจะสื่อสารอะไรออกไปตอบโจทย์ทางการตลาด แล้วเรามากำหนดสตาร์ดิจี้ ว่าจะใช้กับอีเว้นท์ทำอย่างไร แล้วครีเอทไปตามสตาร์ดิจี้ที่ตั้งไว้"
หลังจากนั้นเป็นเรื่องของการบริการจัดการ 1.เมื่อความคิดเป็นแบบนี้บริหารจัดการอย่างไรให้มันเกิดขึ้น 2.เราจะขยายผลลัพภ์ในเชิงธุรกิจอย่างไรให้องค์กร (บริษัทลูกค้า) อยู่ได้ ซึ่งเป็นการบริหารความพึงพอใจของลูกค้าด้วย ขณะเดียวกันธุรกิจก็ยังอยู่ได้ สุดท้ายคือการผลิต การดีไซน์แสง สี เสียง ทุกอย่างล้วนเป็นการสื่อสารที่จะสื่อสิ่งที่เราคิดออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพลง หรืออาหารในงาน ก็เล่าเรื่องได้ เรียกว่าเทิร์นคีย์ตั้งแต่ต้นจนจบ
เขายกตัวอย่างงานใกล้ตัวที่ทำสำเร็จสร้างความพึงใจให้กับลูกค้าและคว้า รางวัลระดับโลก ประเภท เบส อีเวนต์มาร์เก็ต แคมเปญ จากอเมริกา มาแล้ว คือเครื่องดื่มบำรุงกำลังกระทิงแดงในปี พ.ศ. 2547 เป็นการนำโชว์มาจากต่างประเทศ และเป็นการคิดต่างจากเครื่องดื่มบำรุงยี่ห้ออื่นๆ ที่ขณะนั้นล้วนเป็น Music Marketing งานจึงเริ่มตั้งแต่
1.วิเคราะห์จากแบรนด์ในอุตสาหกรรมของเขา ย้อนไป 30 ปีว่าทำอะไรมาบ้าง สำเร็จหรือไม่สำเร็จอย่างไรบ้าง
2.จากนั้นมาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด ว่าเป็นรีดเดอร์หรือมาร์เก็ตแชร์ เป็นอย่างไร ใครคือคู่แข่ง และดูถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นอย่างไร
และ 3.มาดูคู่แข่งขันในตลาดว่างานอีเว้นท์เขาใช้อะไรอยู่ จะเห็นว่าใช้ Music Marketing กันหมด จึงมาวิเคราะห์กันว่า แล้วเราก็เสนอสิ่งใหม่เอาโชว์เข้ามาจากเมืองนอก
"ถ้าคิดว่าง่ายมันก็ง่ายในการเอาโชว์มา แต่มีเหตุผลมากกว่านี้คือมามองที่คอนซูเมอร์อินไซค์ว่า
1.ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสได้ดูแบบนี้มากนัก
2.ถ้าใช้มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ก็ต้องดูว่าที่มิวสิคมาร์เก็ตติ้งที่เหลืออยู่มีนักร้องที่เป็นช้อยส์บ้าง หรือเปล่า
3.การที่เราเอานักร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง มีข้อดีก็มีข้อเสีย อย่างถ้าผมไม่ชอบไมโคร ผมก็ไม่ไปฟังไมโครมั๊ง ถ้าเราขีดเส้นตรงนั้น มันก็เหมือนชาวบ้านเอาวงดนตรีไปเล่น ไม่มีความเป็นยูนีค"
"ที่เราวางก็คือ ดูจากคู่แข่งว่าเราต้องการฉีก พอจะฉีกอย่างไรตรงนี้มันเริ่มยาก เราก็กลับมาดูแบรนด์ไดเรคชั่นที่เขาไปคือลูกผู้ชายตัวจริง พอขีดเส้นตรงนี้เขามีแล้ว อะไรคือลูกผู้ชายตัวจริง โชว์แบบนี้คือลูกผู้ชายตัวจริง แล้วผู้ชายก็ชอบดู ตื่นเต้นดี"
เมื่อความคิดเป็นระบบแบบนี้ ส่วนประกอบอื่นที่ลูกค้าต้องการคือ brand switching เพราะโอกาสการเติบโตสู่ตลาดใหม่มันยาก จึงทำแผนตลาดรวมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกำหนดจังหวัดที่จะไปแสดง ราคาเข้าชมเท่าไหร่
"เราเริ่มต้นจากสิ่งที่ลูกค้า คือเกินความคาดหมายของลูกค้า บรีฟแรกที่ลูกค้าให้มา คือทำการเปิดตัวกระทิงแดงที่เป็นแพคเกจใหม่ แต่วันที่เรากลับไปเสนอลูกค้ามันไปไกลว่านั้น เราเสนอรูปแบบถ้าคุณทำแล้วมันน่าจะเวิร์คแล้วเราทำงานกับลูกค้าใกล้ชิด ลูกค้าเห็นด้วย เราไม่เห็นด้วย ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ"
เมื่อมองกันที่การทำงาน เกรียงไกร บอกว่า ธุรกิจอีเว้นท์ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้ที่มีความหลากหลายมากๆ เช่น ความรู้ด้านการตลาด ด้านการสื่อสาร ความรู้ด้านการดีไซน์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งคนจะมีครบหมด บางคนต้องรู้ด้าน engineer บางคนต้องมีความรู้ด้าน artistic ดูทุกอย่างสวยงาม หรือมีทักษะ ด้านบริการจัดการ เข้าใจทุกอย่างสามารถบริหารงานได้
ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่วาไรตี้ มีคนที่จบการศึกษาหลากหลายเข้ามาทำงานร่วมกัน แต่ถ้าจบด้านการสื่อสารหรือการตลาดมาจะค่อนข้างตรงกับงานอีเว้นท์มากที่สุด เพราะเป็นงานที่ใช้ทักษะในส่วนนี้ค่อนข้างมาก
"แต่ถ้าเรียนอาร์ต แอคติ้ง งานดีไซน์ ก็มีงานส่วนต่างๆ ขึ้นมารองรับ ไม่ว่าเรื่องอีเวนท์ดีไซน์เนอร์ โปรดิวเซอร์ ที่จำเป็นต้องมีทักษะด้านกำกับการแสดง"
เกรียงไกร บอกกว่า ต้องเป็นคนไดนามิค หรือถ้าเรียนมหาวิทยาลัย คือเด็กทำกิจกรรม มีบุคลิกภาพที่เข้ากับคนได้ง่าย เพราะต้องนำทักษะนี้มาบริหารจัดการคนในการทำงานร่วมกัน หรือมีคาแรคเตอร์ที่ต้องเจ้ากี้ เจ้าการ เพราะงานจะต้องสัมพันธ์กับคนค่อนข้างมาก
ซึ่งเป็นเบสิคของคนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้ และทำได้ดี
หากมองกันที่ตลาดแรงงาน ความต้องการบุคลากรในอาชีพนี้ เขาบอกว่าสูงมาก เพราะเป็นเซคชั่นที่มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว และทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะอีเว้นท์เพียงอย่างเดียว เพราะมีเรื่องของซัพพลายต่างๆ ไม่ว่าดอกไม้ คอสตูม พริตตี้ อาหาร เข้ามาเกี่ยวข้อง
"มีมุมที่เปลี่ยนไปตั้งเยอะ เติมที่ลูกค้าอาจทนได้กับเต้นท์สีเขียว สีแดง ก็ทนได้ เพราะเมื่อก่อนคนไทยมองแค่ฟังชั่นว่าเต็นท์แค่ให้ร่ม วันนี้เกิดอะไรขึ้น เต้นท์ ต้องสวย ก็มีบริษัทให้เช่าเต้นท์ เก้าอี้ต้องสวยด้วย แปลก ๆ ไปถึงอาหารเข้าปากแค่อร่อย แต่วันนี้ขอจานสวยบริกรเสิร์ฟดีๆ ทำให้ธุรกิจนี้โตทั้งอุตสาหกรรม เมื่อก่อนร้านดอกไม้ขายงานศพ เยี่ยมคนป่วย ส่งให้หญิง แต่ตอนนี้ดีไซน์สวยไหม และเริ่มถามแล้วว่าใครจัด"
แต่สิ่งท้าทายในอาชีพกลับไม่ใช่ที่เนื้องาน เขาย้อนกลับมาตั้งแต่ การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพต่างหาก ซึ่งต้องถามใจตัวเองว่ารักในอาชีพนี้หรือไม่ เพราะเป็นอาชีพที่เหนื่อย
"ถ้า คุณตั้งเป้าว่าอยากทำงานสบายๆ 6 โมงก็เลิกงาน เสาร์ อาทิตย์ก็หยุด คิดอย่างนี้อย่ามาทำ แสดงว่าคิดผิดตั้งแต่เริ่มต้น เป็นอาชีพที่ต้องการคนที่ใส่แบตฯ เกิน พ่อแม่คนอื่นใส่กัน 2 ก้อนแต่นี้ใส่มา 5-6 ก้อน aiert เกินมนุษย์มะนา อาชีพนี้ต้องเป็นแบบนี้"
ส่วนความสำเร็จในอาชีพวัดกันที่ตรงไหนและอะไรเป็นตัวชี้วัด เขาบอกว่า ยอมรับกันที่ความสามารถของผลงาน แต่ถ้าความสามารถในเชิงธุรกิจคือผลประกอบการ หรือสุดท้ายของอาชีพนี้ก็คือการมีผลงานดี คนจ้าง มีรายได้ สำเร็จในเชิงธุรกิจ
ส่วนความสำเร็จในอาชีพวัดกันที่ตรงไหนและอะไรเป็นตัวชี้วัด เขาบอกว่า ยอมรับกันที่ความสามารถของผลงานและความสามารถในเชิงธุรกิจคือผลประกอบการ หรือสุดท้ายของอาชีพนี้ก็คือการมีผลงานดี คนจ้าง มีรายได้ สำเร็จในเชิงธุรกิจ
"ถ้าเป็นคนไม่หยุดนิ่งแล้วไม่ตีกรอบตัวเองว่าฉันเก่งเฉพาะเรื่องนี้ แล้วคุณขยายความเก่งของคุณ cover area ใน total business ได้หมดจริงๆ คุณก็เป็นเบอร์ 1 ได้ แต่ถ้าคุณเก่งเรื่องเดียวน้องๆ จะเชื่อใครสักคน ที่ให้คำตอบเราได้และเป็นคำตอบที่ดี"
ส่วนด้านการเติบโตในอาชีพ จะต่อยอดจากจุดเริ่มต้นได้อย่างไรนั้น เขาให้ความเห็นว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของคนในอาชีพนี้คือการเป็น TOP
แต่การมาเป็น Top การที่คุณเป็นเจ้าของกิจการเอง กับการเป็น professional management บางคนเองไม่เหมาะกับการเป็นเจ้าของกิจการ เพราะมีตัวแปรค่อนข้างมาก บางคนอาจเก่งมากพอกระโดดมาทำเองไม่เก่งคนทำอีเว้นท์เก่งกับคนที่เป็นเจ้าของ กิจการ มันคนละเรื่องกัน !
ที่มา: http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=41277
- กระแสความนิยม ลุกลามสู่ตลาดแรงงานระดับโลกอย่างสหรัฐ ที่ Event Management อาชีพในฝันอันดับ 1 ที่หนุ่ม สาวชาวอเมริกันอยากทำมากที่สุด
- อาชีพที่ว่า เป็นไปตามกระแสหรือไม่ ? เบื้องลึก เบื้องหลัง การทำงานเป็นอย่างไร ?
- ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ มือบริหาร Index บริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการ ร่วมเจาะลึกหาคำตอบ !
กับเทรนด์ของการหันหานวัตรกรรมทางการตลาดใหม่ๆ เพื่อสนองสิ่งสูงสุดในการขยายผลทางธุรกิจไม่ว่าเรื่องของการสร้างแบรนด์ การสร้างรายได้
Event Marketing เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดที่กำลังฮอตฮิตอยู่ในขณะนี้ และปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก Event เพียงแต่จะเป็นอีเว้นท์พันธุ์แท้ หรืออีเว้นท์พันธุ์ทางก็เท่านั้น
ด้วยกระแสการตอบรับจากผู้ประกอบการ บริษัท ห้างร้านต่างๆ เข้าใช้บริการอีเว้นท์ จึง ส่งผลต่อความการบุคลากรในอาชีพตามมาติดๆ
เรียกได้ว่าตลาดแรงงานขณะนี้ยังมีที่ว่างอีกมาก !
แต่ ‘เกรียงไกร กาญจนะโภคิน’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท อินเด็กซ์ อีเว้นท์ เอเจนซี่ จำกัด (มหาชน) รีบเกริ่นนำกับ ทีมงาน "Smrat Job" ก่อนเลยว่า Event Management เป็นอาชีพนี้แตกต่างจากอาชีพอื่น เพราะเป็นอาชีพที่อาศัยเพียงแค่คำว่าใจรักไม่พอ ไม่รุ่ง!
เพราะเป็นอาชีพที่มีเงื่อนไขกันตั้งแต่เข้าสู่อาชีพ ที่ว่า ถ้าคุณมีคุณสมบัติ หรือมีศัพท์ตามภาษาปะกิตเหล่านี้อยู่ในตัว alert dynamic redership หรือคนที่มีแบตเตอร์รี่เกินขอเรียนเชิญ! โอกาสความสำเร็จในอาชีพมีเห็นๆ แล้วอาชีพนี้จะเป็นเพียงกระแสหรือไม่ ? เขาตอบว่า
"ถ้าในแง่ของงาน Event Markerting ยังคงต้องมีเช่นเดียวกับการโฆษณา แต่คนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้ ไม่แน่ใจ แต่ในไทยเท่าที่สัมผัสกับเด็กๆ ในมหาลัย วันนี้ไม่มีใครไม่รู้จักอินเด็กซ์แล้วนะครับ แล้วทุกคนกระตือรือร้นอยากทำงานอาชีพนี้ อยากฝึกงาน เหมือนเด็กสมัยหนึ่งที่อยากทำงาน Advertising Agency วันนี้เด็กๆ อยากทำอีเวนท์ แน่นอนกระแสแฟชั่นมันเป็นการสร้างงาน
ถ้าในประเด็นรายได้ก็อาจจะใช่สำหรับผู้ที่เริ่มเข้าสู่อาชีพนี้ และแนวโน้มรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเด็กจบใหม่ เงินเดือนเริ่มต้นรวมแล้วก็ ไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท"
ซึ่ง เกรียงไกร ให้คำนิยามของ Event Marketing ว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารทางการตลาดผ่านกิจกรรม ยกตัวอย่างง่ายๆ และเห็นชัด เช่น การเปิดตัวสินค้า แต่ภายในงานนั่นมีโจทย์ทางการตลาดซ่อนอยู่มากมาย
เขาเริ่มเล่าถึงลักษณะของการทำงานว่า เริ่มต้นจากการเข้าใจโจทย์ทางการตลาด ซึ่งรับบรีฟจากลูกค้า ถ้ามีพื้นฐานด้านการตลาดจะทำให้เราเข้าใจโจทย์ได้ง่ายขึ้น จากนั้นแปรรูปของโจทย์ออกมาเป็น communication หรือการสื่อสารในรูปของอีเว้นท์
"ต้องมาเรียนรู้ว่าอีเว้นท์คือการสื่อสาร และจะสื่อสารอะไรออกไปตอบโจทย์ทางการตลาด แล้วเรามากำหนดสตาร์ดิจี้ ว่าจะใช้กับอีเว้นท์ทำอย่างไร แล้วครีเอทไปตามสตาร์ดิจี้ที่ตั้งไว้"
หลังจากนั้นเป็นเรื่องของการบริการจัดการ 1.เมื่อความคิดเป็นแบบนี้บริหารจัดการอย่างไรให้มันเกิดขึ้น 2.เราจะขยายผลลัพภ์ในเชิงธุรกิจอย่างไรให้องค์กร (บริษัทลูกค้า) อยู่ได้ ซึ่งเป็นการบริหารความพึงพอใจของลูกค้าด้วย ขณะเดียวกันธุรกิจก็ยังอยู่ได้ สุดท้ายคือการผลิต การดีไซน์แสง สี เสียง ทุกอย่างล้วนเป็นการสื่อสารที่จะสื่อสิ่งที่เราคิดออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพลง หรืออาหารในงาน ก็เล่าเรื่องได้ เรียกว่าเทิร์นคีย์ตั้งแต่ต้นจนจบ
เขายกตัวอย่างงานใกล้ตัวที่ทำสำเร็จสร้างความพึงใจให้กับลูกค้าและคว้า รางวัลระดับโลก ประเภท เบส อีเวนต์มาร์เก็ต แคมเปญ จากอเมริกา มาแล้ว คือเครื่องดื่มบำรุงกำลังกระทิงแดงในปี พ.ศ. 2547 เป็นการนำโชว์มาจากต่างประเทศ และเป็นการคิดต่างจากเครื่องดื่มบำรุงยี่ห้ออื่นๆ ที่ขณะนั้นล้วนเป็น Music Marketing งานจึงเริ่มตั้งแต่
1.วิเคราะห์จากแบรนด์ในอุตสาหกรรมของเขา ย้อนไป 30 ปีว่าทำอะไรมาบ้าง สำเร็จหรือไม่สำเร็จอย่างไรบ้าง
2.จากนั้นมาวิเคราะห์สถานการณ์ทางการตลาด ว่าเป็นรีดเดอร์หรือมาร์เก็ตแชร์ เป็นอย่างไร ใครคือคู่แข่ง และดูถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้เป็นอย่างไร
และ 3.มาดูคู่แข่งขันในตลาดว่างานอีเว้นท์เขาใช้อะไรอยู่ จะเห็นว่าใช้ Music Marketing กันหมด จึงมาวิเคราะห์กันว่า แล้วเราก็เสนอสิ่งใหม่เอาโชว์เข้ามาจากเมืองนอก
"ถ้าคิดว่าง่ายมันก็ง่ายในการเอาโชว์มา แต่มีเหตุผลมากกว่านี้คือมามองที่คอนซูเมอร์อินไซค์ว่า
1.ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่มีโอกาสได้ดูแบบนี้มากนัก
2.ถ้าใช้มิวสิคมาร์เก็ตติ้ง ก็ต้องดูว่าที่มิวสิคมาร์เก็ตติ้งที่เหลืออยู่มีนักร้องที่เป็นช้อยส์บ้าง หรือเปล่า
3.การที่เราเอานักร้องมาเป็นส่วนหนึ่งของอีเวนต์มาร์เก็ตติ้ง มีข้อดีก็มีข้อเสีย อย่างถ้าผมไม่ชอบไมโคร ผมก็ไม่ไปฟังไมโครมั๊ง ถ้าเราขีดเส้นตรงนั้น มันก็เหมือนชาวบ้านเอาวงดนตรีไปเล่น ไม่มีความเป็นยูนีค"
"ที่เราวางก็คือ ดูจากคู่แข่งว่าเราต้องการฉีก พอจะฉีกอย่างไรตรงนี้มันเริ่มยาก เราก็กลับมาดูแบรนด์ไดเรคชั่นที่เขาไปคือลูกผู้ชายตัวจริง พอขีดเส้นตรงนี้เขามีแล้ว อะไรคือลูกผู้ชายตัวจริง โชว์แบบนี้คือลูกผู้ชายตัวจริง แล้วผู้ชายก็ชอบดู ตื่นเต้นดี"
เมื่อความคิดเป็นระบบแบบนี้ ส่วนประกอบอื่นที่ลูกค้าต้องการคือ brand switching เพราะโอกาสการเติบโตสู่ตลาดใหม่มันยาก จึงทำแผนตลาดรวมกลุ่มลูกค้าเป้าหมายกำหนดจังหวัดที่จะไปแสดง ราคาเข้าชมเท่าไหร่
"เราเริ่มต้นจากสิ่งที่ลูกค้า คือเกินความคาดหมายของลูกค้า บรีฟแรกที่ลูกค้าให้มา คือทำการเปิดตัวกระทิงแดงที่เป็นแพคเกจใหม่ แต่วันที่เรากลับไปเสนอลูกค้ามันไปไกลว่านั้น เราเสนอรูปแบบถ้าคุณทำแล้วมันน่าจะเวิร์คแล้วเราทำงานกับลูกค้าใกล้ชิด ลูกค้าเห็นด้วย เราไม่เห็นด้วย ทำงานเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ"
เมื่อมองกันที่การทำงาน เกรียงไกร บอกว่า ธุรกิจอีเว้นท์ เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความรู้ที่มีความหลากหลายมากๆ เช่น ความรู้ด้านการตลาด ด้านการสื่อสาร ความรู้ด้านการดีไซน์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งคนจะมีครบหมด บางคนต้องรู้ด้าน engineer บางคนต้องมีความรู้ด้าน artistic ดูทุกอย่างสวยงาม หรือมีทักษะ ด้านบริการจัดการ เข้าใจทุกอย่างสามารถบริหารงานได้
ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่วาไรตี้ มีคนที่จบการศึกษาหลากหลายเข้ามาทำงานร่วมกัน แต่ถ้าจบด้านการสื่อสารหรือการตลาดมาจะค่อนข้างตรงกับงานอีเว้นท์มากที่สุด เพราะเป็นงานที่ใช้ทักษะในส่วนนี้ค่อนข้างมาก
"แต่ถ้าเรียนอาร์ต แอคติ้ง งานดีไซน์ ก็มีงานส่วนต่างๆ ขึ้นมารองรับ ไม่ว่าเรื่องอีเวนท์ดีไซน์เนอร์ โปรดิวเซอร์ ที่จำเป็นต้องมีทักษะด้านกำกับการแสดง"
เกรียงไกร บอกกว่า ต้องเป็นคนไดนามิค หรือถ้าเรียนมหาวิทยาลัย คือเด็กทำกิจกรรม มีบุคลิกภาพที่เข้ากับคนได้ง่าย เพราะต้องนำทักษะนี้มาบริหารจัดการคนในการทำงานร่วมกัน หรือมีคาแรคเตอร์ที่ต้องเจ้ากี้ เจ้าการ เพราะงานจะต้องสัมพันธ์กับคนค่อนข้างมาก
ซึ่งเป็นเบสิคของคนที่จะเข้าสู่อาชีพนี้ และทำได้ดี
หากมองกันที่ตลาดแรงงาน ความต้องการบุคลากรในอาชีพนี้ เขาบอกว่าสูงมาก เพราะเป็นเซคชั่นที่มีอัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างเร็ว และทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องไม่ใช่เฉพาะอีเว้นท์เพียงอย่างเดียว เพราะมีเรื่องของซัพพลายต่างๆ ไม่ว่าดอกไม้ คอสตูม พริตตี้ อาหาร เข้ามาเกี่ยวข้อง
"มีมุมที่เปลี่ยนไปตั้งเยอะ เติมที่ลูกค้าอาจทนได้กับเต้นท์สีเขียว สีแดง ก็ทนได้ เพราะเมื่อก่อนคนไทยมองแค่ฟังชั่นว่าเต็นท์แค่ให้ร่ม วันนี้เกิดอะไรขึ้น เต้นท์ ต้องสวย ก็มีบริษัทให้เช่าเต้นท์ เก้าอี้ต้องสวยด้วย แปลก ๆ ไปถึงอาหารเข้าปากแค่อร่อย แต่วันนี้ขอจานสวยบริกรเสิร์ฟดีๆ ทำให้ธุรกิจนี้โตทั้งอุตสาหกรรม เมื่อก่อนร้านดอกไม้ขายงานศพ เยี่ยมคนป่วย ส่งให้หญิง แต่ตอนนี้ดีไซน์สวยไหม และเริ่มถามแล้วว่าใครจัด"
แต่สิ่งท้าทายในอาชีพกลับไม่ใช่ที่เนื้องาน เขาย้อนกลับมาตั้งแต่ การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพต่างหาก ซึ่งต้องถามใจตัวเองว่ารักในอาชีพนี้หรือไม่ เพราะเป็นอาชีพที่เหนื่อย
"ถ้า คุณตั้งเป้าว่าอยากทำงานสบายๆ 6 โมงก็เลิกงาน เสาร์ อาทิตย์ก็หยุด คิดอย่างนี้อย่ามาทำ แสดงว่าคิดผิดตั้งแต่เริ่มต้น เป็นอาชีพที่ต้องการคนที่ใส่แบตฯ เกิน พ่อแม่คนอื่นใส่กัน 2 ก้อนแต่นี้ใส่มา 5-6 ก้อน aiert เกินมนุษย์มะนา อาชีพนี้ต้องเป็นแบบนี้"
ส่วนความสำเร็จในอาชีพวัดกันที่ตรงไหนและอะไรเป็นตัวชี้วัด เขาบอกว่า ยอมรับกันที่ความสามารถของผลงาน แต่ถ้าความสามารถในเชิงธุรกิจคือผลประกอบการ หรือสุดท้ายของอาชีพนี้ก็คือการมีผลงานดี คนจ้าง มีรายได้ สำเร็จในเชิงธุรกิจ
ส่วนความสำเร็จในอาชีพวัดกันที่ตรงไหนและอะไรเป็นตัวชี้วัด เขาบอกว่า ยอมรับกันที่ความสามารถของผลงานและความสามารถในเชิงธุรกิจคือผลประกอบการ หรือสุดท้ายของอาชีพนี้ก็คือการมีผลงานดี คนจ้าง มีรายได้ สำเร็จในเชิงธุรกิจ
"ถ้าเป็นคนไม่หยุดนิ่งแล้วไม่ตีกรอบตัวเองว่าฉันเก่งเฉพาะเรื่องนี้ แล้วคุณขยายความเก่งของคุณ cover area ใน total business ได้หมดจริงๆ คุณก็เป็นเบอร์ 1 ได้ แต่ถ้าคุณเก่งเรื่องเดียวน้องๆ จะเชื่อใครสักคน ที่ให้คำตอบเราได้และเป็นคำตอบที่ดี"
ส่วนด้านการเติบโตในอาชีพ จะต่อยอดจากจุดเริ่มต้นได้อย่างไรนั้น เขาให้ความเห็นว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป้าหมายสูงสุดของคนในอาชีพนี้คือการเป็น TOP
แต่การมาเป็น Top การที่คุณเป็นเจ้าของกิจการเอง กับการเป็น professional management บางคนเองไม่เหมาะกับการเป็นเจ้าของกิจการ เพราะมีตัวแปรค่อนข้างมาก บางคนอาจเก่งมากพอกระโดดมาทำเองไม่เก่งคนทำอีเว้นท์เก่งกับคนที่เป็นเจ้าของ กิจการ มันคนละเรื่องกัน !
ที่มา: http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=41277
วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553
เมื่อมาถึงทางตันแห่งชีวิต
เมื่อมาถึงทางตันแห่งชีวิต
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
คนเราโดยทั่วไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะมีความรู้ว่าอาชีพ หรืองานที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้น ไม่ไปถึงไหนสักที ชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน หรือแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัว ก็ดูเหมือนจะไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที เรียกได้ว่าถึงทางตันของการทำงานแล้ว ไม่ทราบท่านผู้อ่าน ได้เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้บ้างไหมครับ? ถ้าเคยหรือเป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่ต้องหวั่นนะครับ เนื่องจากมีการค้นพบว่าการมาถึงทางตันนั้น กลับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้เราเติบโตต่อไป เรียกได้ว่าเป็นวิกฤติที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของแต่ละคน เพียงแต่เราจะรู้จักหนทางที่จะผ่าทางตันเพื่อการเติบโตของเราต่อไปหรือไม่ เท่านั้นเองครับ
มีนักวิชาการคนหนึ่งชื่อ Timothy Butler ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ Career Development Program ที่ Harvard Business School อีกทั้งเป็นนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาทางด้านอาชีพมานาน ได้ทำวิจัยและได้ให้ข้อเสนอแนะในการผ่าทางตันนี้ไว้ครับ
แต่ก่อนที่จะมาดูวิธีผ่าทางตัน เราลองมาดูก่อนนะครับว่าเจ้าคำว่าทางตันที่ผมใช้นั้นจริงๆ แล้วหมายถึงสิ่งใด? Butler ระบุไว้ครับว่าช่วงที่เราเผชิญทางตันแห่งชีวิตนั้น เป็นช่วงระยะเวลาที่คนเกือบทุกคนจะต้องเคยเผชิญหรือผ่านพ้นมา โดยเริ่มจากความรู้สึกหดหู่ รันทด หาทางออกให้กับชีวิตไม่เจอ ไม่รู้จะไปทางไหน และหลายครั้งก็จะหันกลับมาโทษตัวเองว่า ตัวเองมีอะไรผิดปกติตรงไหน ถึงยังได้ติดอยู่ในที่เดิม สถานการณ์เดิม และไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที ท่านผู้อ่านลองสำรวจตัวของท่านเองก็ได้ครับ แล้วลองถามตัวเองว่า เคยมีคำพูดเหล่านี้อยู่ในใจหรือไม่? “ฉันทำบางอย่างผิดพลาด หรือ ฉันไม่ประสบความสำเร็จ หรือ ฉันไม่สามารถทำงานได้เต็มตามความสามารถที่มี หรือ ฉันทำงานได้ไม่ดี หรือ ฉันมองไม่เห็นความท้าทายใหม่ๆ หรือ ฉันไม่รู้สึกจูงใจในการทำงาน”
ถ้าท่านผู้อ่านเคยมีคำพูดเหล่านี้อยู่ในใจ แสดงว่าท่านผู้อ่านเคยผ่านช่วงเวลาหนึ่งแห่งชีวิตที่เรียกได้ว่าหาทางออกไม่ เจอ ถึงทางตัน ซึ่งจริงๆ แล้วทางตันดังกล่าวก็ไม่ใช่ในเรื่องของการทำงานอย่างเดียวนะครับ เรื่องชีวิตส่วนตัวก็เช่นเดียวกันครับ ท่านเพียงย้อนกลับไปคิดดูแล้วท่านก็จะพบว่าท่านก็ได้ผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ กันมาบ้างแล้ว บางท่านอาจจะเกิดขึ้นบ่อย บางท่านอาจจะไม่บ่อย
คำถามสำคัญต่อมาคือทำไมคนเราถึงได้มีอารมณ์หรือ ความรู้สึกในลักษณะดังกล่าวได้? เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุผิดปกติอะไรหรือเปล่า? สิ่งที่ Butler เขาค้นพบคือ ไม่มีสาเหตุที่แน่นอนหรือชัดเจนครับ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญหรือจำเป็นต้องมีความก้าว หน้าในด้านต่างๆ ของคนเรา เรียกได้ว่าถ้ามาถึงจุดต่ำสุดแล้ว คนเราทุกคนก็ย่อมจะแสวงหาทางออกด้วยตนเองในการพลิกฟื้นให้ได้
ท่านผู้อ่านต้องอย่านึกถึงเจ้าทางตัน หรือช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเรื่องของความล้มเหลว หรือการขาดความสามารถของตัวท่านเองครับ แต่ควรจะมองว่าเป็นเสมือนสิ่งที่ธรรมชาติต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อให้เราได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการในการทำงาน เพื่อผ่าทางตันเหล่านั้นออกมาให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายังคิด ทำงาน หรือ หาทางแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีการเดิมๆ เราก็ไม่สามารถที่จะผ่าทางตันออกมาได้ ดังนั้นถ้าเรามองในอีกมุมหนึ่ง จังหวะหรือช่วงเวลาของชีวิตในช่วงดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อ การพัฒนาของแต่ละคน
มีการค้นพบว่าผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะเกิดภาวะเจอทางตัน มากกว่าผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มั่นคง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ล้วนแล้วแต่ สามารถนำไปสู่ทางตันของชีวิตได้ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ ในปัจจุบันผมเริ่มพบกับผู้บริหารหลายท่านที่ได้รับ Package ให้ออกจากบริษัท หรือ พูดง่ายๆ ก็คือให้ออกนั้นเอง เนื่องจากบริษัทประสบกับปัญหาการดำเนินงาน หรือ บริษัทไปควบรวมกับบริษัทอื่น หรือ บริษัทไม่เห็นถึงความจำเป็นของหน่วยงานเราอีกต่อไป หลายๆ ท่านที่เผชิญกับสถานการณ์ในลักษณะดังกล่าว อาจจะเกิคความรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ หรือ รู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็ได้ แต่หลายท่านก็สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในการแสวงหาช่องทางหรือแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน
ผมเองก็มีลูกศิษย์หลายคนครับที่ในขณะนี้เริ่ม เข้าสู่ช่วงนี้เหมือนกัน เนื่องจากจบ MBA มาแต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ (ไม่ได้เลือกมากด้วย) หรือ นิสิตปริญญาตรีบางคนจบมาด้วยเกรดที่สูง กลับหางานได้ช้ากว่าผู้ที่จบด้วยเกรดที่ต่ำกว่า ทำให้นิสิตเหล่านี้เริ่มกลับมาตั้งคำถามให้กับตัวเองเหมือนกันนะครับว่า เรียนมาสูงๆ เพื่ออะไร? หรือ จะตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดีๆ เพื่ออะไร? เป็นต้น ซึ่งก็เรียกว่าเป็นช่วงที่เข้าสู่ทางตันของคนรุ่นใหม่เหล่านี้เหมือนกัน
ถ้าบางคนสามารถผ่าทางตันหรือพลิกวิกฤติให้เป็น โอกาสได้ ก็จะทำให้ตนเองมีการเติบโตขึ้นไปอีกขั้นครับ บางคนหาทางออกโดยการบวชเรียน และมีทีท่าว่าจะไม่สึก หรือ บางคนแทนที่จะไปสมัครงาน ก็สร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมา เอาไว้ในสัปดาห์หน้าเรามาดูกันนะครับว่านักวิชาการจากรั้ว Harvard เขามีข้อเสนออย่างไรในการผ่าทางตันแห่งชีวิต
********************************
การรับรู้และก้าวข้ามทางตัน
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2550
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เริ่มต้นไว้ด้วยเรื่องของทางตันของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านเคยประสบกันมา โดยในช่วงเวลาดังกล่าวภาวะทางจิตใจเราจะรู้สึกหดหู่ ทำงานใดๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งถึงทางตันที่หาทางออกไม่เจอ ซึ่งเป็นช่วงที่แต่ละคนจะรู้สึกแย่หรือตกต่ำที่สุด อย่างไรก็ดี ถ้ามองโลกในอีกแง่มุมหนึ่ง เราจะพบว่าการถึงทางตันนั้น กลับกลายเป็นจุดพลิกผันที่นำไปสู่ความสำเร็จของเราในขั้นต่อไปได้นะครับ เพียงแต่เราจะต้องเรียนรู้ มีกำลังใจ พร้อมจะเปิดใจให้กว้าง และแสวงหาโอกาสหรือแนวทางใหม่ๆ
เจ้าทางตันที่ว่านั้นอาจจะเกิดขึ้นในหลายๆ สถานการณ์ครับ ทั้งชีวิตส่วนตัว เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเรียนหนังสือ หรือในการทำงาน ในช่วงนี้ก็เชื่อว่ามีหลายท่านที่เริ่มเข้าสู่ภาวะดังกล่าว เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องลดหรือปลดจำนวนพนักงาน ในขณะที่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามาใหม่ๆ หลายคน ก็ยังไม่ได้งานตามที่ตนเองอยากได้
เชื่อว่าในช่วงแรกบุคคลต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่จะมีความรู้สึกที่หดหู่ ขาดกำลังใจ มองหาทางออกไม่เจอครับ เพียงแต่ถ้าสามารถก้าวข้ามหรือก้าวผ่านทางตันนี้ไปได้ โอกาสพลิกผันหรือโอกาสก้าวหน้าก็ย่อมจะกลับมาอีกครั้งครับ
ในต่างประเทศเองเขาก็ได้มีการศึกษาเรื่องพวกนี้ กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Getting Unstuck เขียนโดย Timothy Butler ที่อธิบายถึงแนวทางในการก้าวข้ามทางตันที่เกิดขึ้นในจิตใจเราครับ โดยในหนังสือเล่มดังกล่าวเขาได้แนะนำขั้นตอนในการเผชิญหน้า และการก้าวข้ามทางตันไว้ทั้งหมดหกขั้นตอนครับ เราลองมาดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง
ขั้นแรก เป็นช่วงที่เริ่มประสบกับปัญหาหรือวิกฤติครับ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มประสบปัญหาครับ เช่น สมัครงานเท่าไร ก็ไม่ได้งานซะที หรือถูกปลดออกจากบริษัทแล้วยังไม่สามารถหางานใหม่ได้ เมื่อเราประสบกับขั้นนี้ก็มักจะดื้อ หรือมุมานะในการทำสิ่งเดิมต่อไปเรื่อยๆ เช่น พอสมัครงานไม่ได้ หรือ ไม่มีที่ไหนเรียก ก็ยังดิ้นรนส่งใบสมัครไปเรื่อยๆ ได้เห็นบัณฑิตบางคนส่งไปตั้ง 6-70 แห่งก็มีครับ
ขั้นที่สอง เป็นช่วงที่วิกฤติเริ่มลุกลามและลึกขึ้นเรื่อยๆ ครับ เราเริ่มพบว่าวิธีการเดิมๆ ที่ใช้หรือพยายามอยู่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใด ในขั้นนี้ที่เราจะเริ่มถึงทางตันอย่างชัดเจนแล้วครับ และสิ่งที่มักจะตามมา คือการวิจารณ์ตัวเองครับ ความมั่นใจในตัวเองหรือความเชื่อมั่นที่มีอยู่เริ่มหดหายไป เช่น ความมั่นใจที่สร้างขึ้นมาสมัยการเรียนหนังสือ จนกระทั่งได้เกรดดีๆ และปริญญาระดับสูง ก็เริ่มหดหายไป หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับตัวเองเหมือนกันว่า จะเรียนหนังสือดีๆ หรือสูงๆ ไปเพื่ออะไร
หรือบางคนก็เริ่มกลับมาคิดว่า จริงๆ แล้วตัวเองอาจจะเป็นคนไม่เอาไหนก็ได้ ความท้อแท้ ความหดหู่ ความรู้สึกว่าหาทางออกให้กับสิ่งต่างๆ ไม่ได้ ก็มักจะเป็นเอามากในช่วงนี้ครับ ที่นี้ความท้าทายก็คือท่านผู้อ่านจะต้องก้าวข้ามขั้นที่สองไปสู่ขั้นที่สาม ให้ได้ครับ เนื่องจากถ้ามัวแต่วนเวียนอยู่แต่ในขั้นที่สอง ก็จะกลายเป็นคนหดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวังไปเลย และสุดท้าย ก็จะหาทางออกให้กับชีวิตไม่เจอครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่เข้าสู่ขั้นที่สอง ต้องพยายามก้าวสู่ขั้นที่สามให้ได้นะครับ
ขั้นที่สาม เป็นขั้นที่เริ่มตระหนักว่า วิธีการหรือสิ่งเดิมๆ ที่คิดและทำอยู่นั้นไม่ได้ผลครับ เราเริ่มเปิดหู เปิดตา มองหาประสบการณ์ หรือทางเลือกใหม่ๆ จากขั้นที่สามก็ต่อเนื่องมายังขั้นที่สี่เลยครับ ซึ่งจะต่อเนื่องกันอย่างใกล้ชิด
ขั้นที่สี่ เป็นขั้นของการรับรู้ต่อข้อมูลใหม่ๆ และทำให้เราเริ่มมีกรอบความคิดหรือวิธีการคิดแบบใหม่ๆ มากขึ้น
ขั้นที่ห้า เป็นขั้นของการย้อนกลับมาสำรวจพิจารณาตัวเองมากขึ้น ทำให้เราเริ่มมีทัศนคติหรือมุมมองใหม่ๆ ต่อสิ่งต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งประสบการณ์มากขึ้น จะยิ่งทำให้เรามีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ในขั้นนี้เราจะเริ่มรู้มากขึ้นว่า สิ่งใดที่เราทำแล้วมีความสุข สิ่งใดที่ทำแล้วมีความหมายต่อเรา นอกจากนี้ ยังทำให้เรารู้ว่าในสถานการณ์หรือสภาพการณ์แบบใดที่เหมาะสมกับเราที่สุด
เรียกได้ว่า ในขั้นนี้เป็นขั้นของการย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองเป็นสำคัญครับ และผลจากการพิจารณาตัวเอง ก็ทำให้เราทราบว่าควรจะ หรือต้องทำอะไร เพื่อก้าวข้ามทางตันในชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในขั้นที่ห้านั้นก็เป็นเหมือนกับนำหลักในเรื่องของการจูงใจ เข้ามาใช้ครับ
ขั้นสุดท้ายหรือขั้นที่หก เป็นขั้นของการนำสิ่งที่คิดจะทำหรือวางแผนไว้ไปปฏิบัติจริงๆ ครับ จากการที่เราเผชิญกับทางตัน และทำให้เราย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสหรือทางเลือกใหม่ๆ จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ ถ้าสิ่งใหม่ๆ ที่มองหรือแสวงหานั้น จะไม่ได้รับการนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ เช่น ถ้าหางานทำไม่ได้ เราอาจจะย้อนกลับมาพิจารณาสิ่งที่ตนเองชอบและอยากจะทำ และแทนที่จะไปทำงานเป็นลูกจ้างผู้อื่น เราอาจจะเริ่มทำกิจการของตัวเองในสิ่งที่ตัวเองถนัดแทน
ซึ่งกระบวนการคิดนั้นจะจบลงที่ขั้นที่ห้า แต่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนจริงๆ ก็ต่อเมื่อมีการนำไปปฏิบัติในขั้นที่หกครับ
เนื้อหาในสองสัปดาห์นี้ อาจจะจับต้องได้ลำบากนะครับ แต่ข้อความสำคัญที่อยากจะสื่อถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน คือเมื่อเผชิญวิกฤติหรือสิ่งที่คิดว่าเป็นทางตันแห่งชีวิตแล้ว อาจจะเป็นโอกาสที่ดีให้กับท่านในการพิจารณาตัวเอง และหาทางเลือกและโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งสุดท้าย ก็จะเข้าสู่ปรากฏการณ์ ที่เราเรียกว่า "พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส" ได้นะครับ
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2550
คนเราโดยทั่วไปในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง จะมีความรู้ว่าอาชีพ หรืองานที่ตนเองกำลังทำอยู่นั้น ไม่ไปถึงไหนสักที ชีวิตไม่ว่าจะเป็นชีวิตการงาน หรือแม้กระทั่งชีวิตส่วนตัว ก็ดูเหมือนจะไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที เรียกได้ว่าถึงทางตันของการทำงานแล้ว ไม่ทราบท่านผู้อ่าน ได้เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้บ้างไหมครับ? ถ้าเคยหรือเป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่ต้องหวั่นนะครับ เนื่องจากมีการค้นพบว่าการมาถึงทางตันนั้น กลับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่จะทำให้เราเติบโตต่อไป เรียกได้ว่าเป็นวิกฤติที่จำเป็นสำหรับการเติบโตของแต่ละคน เพียงแต่เราจะรู้จักหนทางที่จะผ่าทางตันเพื่อการเติบโตของเราต่อไปหรือไม่ เท่านั้นเองครับ
มีนักวิชาการคนหนึ่งชื่อ Timothy Butler ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ Career Development Program ที่ Harvard Business School อีกทั้งเป็นนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาทางด้านอาชีพมานาน ได้ทำวิจัยและได้ให้ข้อเสนอแนะในการผ่าทางตันนี้ไว้ครับ
แต่ก่อนที่จะมาดูวิธีผ่าทางตัน เราลองมาดูก่อนนะครับว่าเจ้าคำว่าทางตันที่ผมใช้นั้นจริงๆ แล้วหมายถึงสิ่งใด? Butler ระบุไว้ครับว่าช่วงที่เราเผชิญทางตันแห่งชีวิตนั้น เป็นช่วงระยะเวลาที่คนเกือบทุกคนจะต้องเคยเผชิญหรือผ่านพ้นมา โดยเริ่มจากความรู้สึกหดหู่ รันทด หาทางออกให้กับชีวิตไม่เจอ ไม่รู้จะไปทางไหน และหลายครั้งก็จะหันกลับมาโทษตัวเองว่า ตัวเองมีอะไรผิดปกติตรงไหน ถึงยังได้ติดอยู่ในที่เดิม สถานการณ์เดิม และไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที ท่านผู้อ่านลองสำรวจตัวของท่านเองก็ได้ครับ แล้วลองถามตัวเองว่า เคยมีคำพูดเหล่านี้อยู่ในใจหรือไม่? “ฉันทำบางอย่างผิดพลาด หรือ ฉันไม่ประสบความสำเร็จ หรือ ฉันไม่สามารถทำงานได้เต็มตามความสามารถที่มี หรือ ฉันทำงานได้ไม่ดี หรือ ฉันมองไม่เห็นความท้าทายใหม่ๆ หรือ ฉันไม่รู้สึกจูงใจในการทำงาน”
ถ้าท่านผู้อ่านเคยมีคำพูดเหล่านี้อยู่ในใจ แสดงว่าท่านผู้อ่านเคยผ่านช่วงเวลาหนึ่งแห่งชีวิตที่เรียกได้ว่าหาทางออกไม่ เจอ ถึงทางตัน ซึ่งจริงๆ แล้วทางตันดังกล่าวก็ไม่ใช่ในเรื่องของการทำงานอย่างเดียวนะครับ เรื่องชีวิตส่วนตัวก็เช่นเดียวกันครับ ท่านเพียงย้อนกลับไปคิดดูแล้วท่านก็จะพบว่าท่านก็ได้ผ่านช่วงเวลาเหล่านี้ กันมาบ้างแล้ว บางท่านอาจจะเกิดขึ้นบ่อย บางท่านอาจจะไม่บ่อย
คำถามสำคัญต่อมาคือทำไมคนเราถึงได้มีอารมณ์หรือ ความรู้สึกในลักษณะดังกล่าวได้? เกิดขึ้นเนื่องจากสาเหตุผิดปกติอะไรหรือเปล่า? สิ่งที่ Butler เขาค้นพบคือ ไม่มีสาเหตุที่แน่นอนหรือชัดเจนครับ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งกลับเป็นสิ่งที่มีความสำคัญหรือจำเป็นต้องมีความก้าว หน้าในด้านต่างๆ ของคนเรา เรียกได้ว่าถ้ามาถึงจุดต่ำสุดแล้ว คนเราทุกคนก็ย่อมจะแสวงหาทางออกด้วยตนเองในการพลิกฟื้นให้ได้
ท่านผู้อ่านต้องอย่านึกถึงเจ้าทางตัน หรือช่วงเวลาดังกล่าว เป็นเรื่องของความล้มเหลว หรือการขาดความสามารถของตัวท่านเองครับ แต่ควรจะมองว่าเป็นเสมือนสิ่งที่ธรรมชาติต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อให้เราได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการในการทำงาน เพื่อผ่าทางตันเหล่านั้นออกมาให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรายังคิด ทำงาน หรือ หาทางแก้ไขปัญหา ด้วยวิธีการเดิมๆ เราก็ไม่สามารถที่จะผ่าทางตันออกมาได้ ดังนั้นถ้าเรามองในอีกมุมหนึ่ง จังหวะหรือช่วงเวลาของชีวิตในช่วงดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นต่อ การพัฒนาของแต่ละคน
มีการค้นพบว่าผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะเกิดภาวะเจอทางตัน มากกว่าผู้ที่ทำงานในสภาวะแวดล้อมที่มั่นคง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ล้วนแล้วแต่ สามารถนำไปสู่ทางตันของชีวิตได้ทั้งสิ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ ครับ ในปัจจุบันผมเริ่มพบกับผู้บริหารหลายท่านที่ได้รับ Package ให้ออกจากบริษัท หรือ พูดง่ายๆ ก็คือให้ออกนั้นเอง เนื่องจากบริษัทประสบกับปัญหาการดำเนินงาน หรือ บริษัทไปควบรวมกับบริษัทอื่น หรือ บริษัทไม่เห็นถึงความจำเป็นของหน่วยงานเราอีกต่อไป หลายๆ ท่านที่เผชิญกับสถานการณ์ในลักษณะดังกล่าว อาจจะเกิคความรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ หรือ รู้สึกว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็ได้ แต่หลายท่านก็สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ในการแสวงหาช่องทางหรือแนวทางใหม่ๆ ในการทำงาน
ผมเองก็มีลูกศิษย์หลายคนครับที่ในขณะนี้เริ่ม เข้าสู่ช่วงนี้เหมือนกัน เนื่องจากจบ MBA มาแต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ (ไม่ได้เลือกมากด้วย) หรือ นิสิตปริญญาตรีบางคนจบมาด้วยเกรดที่สูง กลับหางานได้ช้ากว่าผู้ที่จบด้วยเกรดที่ต่ำกว่า ทำให้นิสิตเหล่านี้เริ่มกลับมาตั้งคำถามให้กับตัวเองเหมือนกันนะครับว่า เรียนมาสูงๆ เพื่ออะไร? หรือ จะตั้งใจเรียนให้ได้เกรดดีๆ เพื่ออะไร? เป็นต้น ซึ่งก็เรียกว่าเป็นช่วงที่เข้าสู่ทางตันของคนรุ่นใหม่เหล่านี้เหมือนกัน
ถ้าบางคนสามารถผ่าทางตันหรือพลิกวิกฤติให้เป็น โอกาสได้ ก็จะทำให้ตนเองมีการเติบโตขึ้นไปอีกขั้นครับ บางคนหาทางออกโดยการบวชเรียน และมีทีท่าว่าจะไม่สึก หรือ บางคนแทนที่จะไปสมัครงาน ก็สร้างธุรกิจของตนเองขึ้นมา เอาไว้ในสัปดาห์หน้าเรามาดูกันนะครับว่านักวิชาการจากรั้ว Harvard เขามีข้อเสนออย่างไรในการผ่าทางตันแห่งชีวิต
********************************
การรับรู้และก้าวข้ามทางตัน
มองมุมใหม่ : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2550
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้เริ่มต้นไว้ด้วยเรื่องของทางตันของชีวิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านเคยประสบกันมา โดยในช่วงเวลาดังกล่าวภาวะทางจิตใจเราจะรู้สึกหดหู่ ทำงานใดๆ ก็ไม่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งถึงทางตันที่หาทางออกไม่เจอ ซึ่งเป็นช่วงที่แต่ละคนจะรู้สึกแย่หรือตกต่ำที่สุด อย่างไรก็ดี ถ้ามองโลกในอีกแง่มุมหนึ่ง เราจะพบว่าการถึงทางตันนั้น กลับกลายเป็นจุดพลิกผันที่นำไปสู่ความสำเร็จของเราในขั้นต่อไปได้นะครับ เพียงแต่เราจะต้องเรียนรู้ มีกำลังใจ พร้อมจะเปิดใจให้กว้าง และแสวงหาโอกาสหรือแนวทางใหม่ๆ
เจ้าทางตันที่ว่านั้นอาจจะเกิดขึ้นในหลายๆ สถานการณ์ครับ ทั้งชีวิตส่วนตัว เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเรียนหนังสือ หรือในการทำงาน ในช่วงนี้ก็เชื่อว่ามีหลายท่านที่เริ่มเข้าสู่ภาวะดังกล่าว เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้หลายองค์กรต้องลดหรือปลดจำนวนพนักงาน ในขณะที่บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษามาใหม่ๆ หลายคน ก็ยังไม่ได้งานตามที่ตนเองอยากได้
เชื่อว่าในช่วงแรกบุคคลต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่จะมีความรู้สึกที่หดหู่ ขาดกำลังใจ มองหาทางออกไม่เจอครับ เพียงแต่ถ้าสามารถก้าวข้ามหรือก้าวผ่านทางตันนี้ไปได้ โอกาสพลิกผันหรือโอกาสก้าวหน้าก็ย่อมจะกลับมาอีกครั้งครับ
ในต่างประเทศเองเขาก็ได้มีการศึกษาเรื่องพวกนี้ กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเลยนะครับ มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Getting Unstuck เขียนโดย Timothy Butler ที่อธิบายถึงแนวทางในการก้าวข้ามทางตันที่เกิดขึ้นในจิตใจเราครับ โดยในหนังสือเล่มดังกล่าวเขาได้แนะนำขั้นตอนในการเผชิญหน้า และการก้าวข้ามทางตันไว้ทั้งหมดหกขั้นตอนครับ เราลองมาดูกันนะครับว่ามีอะไรบ้าง
ขั้นแรก เป็นช่วงที่เริ่มประสบกับปัญหาหรือวิกฤติครับ ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มประสบปัญหาครับ เช่น สมัครงานเท่าไร ก็ไม่ได้งานซะที หรือถูกปลดออกจากบริษัทแล้วยังไม่สามารถหางานใหม่ได้ เมื่อเราประสบกับขั้นนี้ก็มักจะดื้อ หรือมุมานะในการทำสิ่งเดิมต่อไปเรื่อยๆ เช่น พอสมัครงานไม่ได้ หรือ ไม่มีที่ไหนเรียก ก็ยังดิ้นรนส่งใบสมัครไปเรื่อยๆ ได้เห็นบัณฑิตบางคนส่งไปตั้ง 6-70 แห่งก็มีครับ
ขั้นที่สอง เป็นช่วงที่วิกฤติเริ่มลุกลามและลึกขึ้นเรื่อยๆ ครับ เราเริ่มพบว่าวิธีการเดิมๆ ที่ใช้หรือพยายามอยู่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าใด ในขั้นนี้ที่เราจะเริ่มถึงทางตันอย่างชัดเจนแล้วครับ และสิ่งที่มักจะตามมา คือการวิจารณ์ตัวเองครับ ความมั่นใจในตัวเองหรือความเชื่อมั่นที่มีอยู่เริ่มหดหายไป เช่น ความมั่นใจที่สร้างขึ้นมาสมัยการเรียนหนังสือ จนกระทั่งได้เกรดดีๆ และปริญญาระดับสูง ก็เริ่มหดหายไป หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยกับตัวเองเหมือนกันว่า จะเรียนหนังสือดีๆ หรือสูงๆ ไปเพื่ออะไร
หรือบางคนก็เริ่มกลับมาคิดว่า จริงๆ แล้วตัวเองอาจจะเป็นคนไม่เอาไหนก็ได้ ความท้อแท้ ความหดหู่ ความรู้สึกว่าหาทางออกให้กับสิ่งต่างๆ ไม่ได้ ก็มักจะเป็นเอามากในช่วงนี้ครับ ที่นี้ความท้าทายก็คือท่านผู้อ่านจะต้องก้าวข้ามขั้นที่สองไปสู่ขั้นที่สาม ให้ได้ครับ เนื่องจากถ้ามัวแต่วนเวียนอยู่แต่ในขั้นที่สอง ก็จะกลายเป็นคนหดหู่ ท้อแท้ และสิ้นหวังไปเลย และสุดท้าย ก็จะหาทางออกให้กับชีวิตไม่เจอครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก ดังนั้น ท่านผู้อ่านที่เข้าสู่ขั้นที่สอง ต้องพยายามก้าวสู่ขั้นที่สามให้ได้นะครับ
ขั้นที่สาม เป็นขั้นที่เริ่มตระหนักว่า วิธีการหรือสิ่งเดิมๆ ที่คิดและทำอยู่นั้นไม่ได้ผลครับ เราเริ่มเปิดหู เปิดตา มองหาประสบการณ์ หรือทางเลือกใหม่ๆ จากขั้นที่สามก็ต่อเนื่องมายังขั้นที่สี่เลยครับ ซึ่งจะต่อเนื่องกันอย่างใกล้ชิด
ขั้นที่สี่ เป็นขั้นของการรับรู้ต่อข้อมูลใหม่ๆ และทำให้เราเริ่มมีกรอบความคิดหรือวิธีการคิดแบบใหม่ๆ มากขึ้น
ขั้นที่ห้า เป็นขั้นของการย้อนกลับมาสำรวจพิจารณาตัวเองมากขึ้น ทำให้เราเริ่มมีทัศนคติหรือมุมมองใหม่ๆ ต่อสิ่งต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะยิ่งประสบการณ์มากขึ้น จะยิ่งทำให้เรามีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น ในขั้นนี้เราจะเริ่มรู้มากขึ้นว่า สิ่งใดที่เราทำแล้วมีความสุข สิ่งใดที่ทำแล้วมีความหมายต่อเรา นอกจากนี้ ยังทำให้เรารู้ว่าในสถานการณ์หรือสภาพการณ์แบบใดที่เหมาะสมกับเราที่สุด
เรียกได้ว่า ในขั้นนี้เป็นขั้นของการย้อนกลับมาพิจารณาตัวเองเป็นสำคัญครับ และผลจากการพิจารณาตัวเอง ก็ทำให้เราทราบว่าควรจะ หรือต้องทำอะไร เพื่อก้าวข้ามทางตันในชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ได้ ซึ่งจะว่าไปแล้วในขั้นที่ห้านั้นก็เป็นเหมือนกับนำหลักในเรื่องของการจูงใจ เข้ามาใช้ครับ
ขั้นสุดท้ายหรือขั้นที่หก เป็นขั้นของการนำสิ่งที่คิดจะทำหรือวางแผนไว้ไปปฏิบัติจริงๆ ครับ จากการที่เราเผชิญกับทางตัน และทำให้เราย้อนกลับมาพิจารณาตัวเอง พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสหรือทางเลือกใหม่ๆ จะไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยครับ ถ้าสิ่งใหม่ๆ ที่มองหรือแสวงหานั้น จะไม่ได้รับการนำไปสู่การปฏิบัติจริงๆ เช่น ถ้าหางานทำไม่ได้ เราอาจจะย้อนกลับมาพิจารณาสิ่งที่ตนเองชอบและอยากจะทำ และแทนที่จะไปทำงานเป็นลูกจ้างผู้อื่น เราอาจจะเริ่มทำกิจการของตัวเองในสิ่งที่ตัวเองถนัดแทน
ซึ่งกระบวนการคิดนั้นจะจบลงที่ขั้นที่ห้า แต่จะเห็นผลได้อย่างชัดเจนจริงๆ ก็ต่อเมื่อมีการนำไปปฏิบัติในขั้นที่หกครับ
เนื้อหาในสองสัปดาห์นี้ อาจจะจับต้องได้ลำบากนะครับ แต่ข้อความสำคัญที่อยากจะสื่อถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน คือเมื่อเผชิญวิกฤติหรือสิ่งที่คิดว่าเป็นทางตันแห่งชีวิตแล้ว อาจจะเป็นโอกาสที่ดีให้กับท่านในการพิจารณาตัวเอง และหาทางเลือกและโอกาสใหม่ๆ มากขึ้น ซึ่งสุดท้าย ก็จะเข้าสู่ปรากฏการณ์ ที่เราเรียกว่า "พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส" ได้นะครับ
วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553
House boycott fails badly (Bkkpost)
Puea Thai MPs 'Strike' over heavy security
Interesting news on Thai political issue right now. Your job, all MPs, is to serve and develop your country for the people that voted for u! Obviously, some of you are forget your duties and become part of this political problem, even make it worse. Help the demonstration blocking access to the House of Parliament is clearly inappropriate action!! SHAME ON U!!
ไม่มีเหตุผลอะไรจะอ้างแล้วเหรอ พูดมาได้ว่ามีทหารป้องกันความปลอดภัยมากไป รู้สึกไม่เป็นอิสระ?? คิดได้เน้อะ นึกอย่างอ้างอะไรก็อ้างมาดื้อๆซะงั้น
read all details from this link >> http://www.bangkokpost.com/news/local/34968/house-boycott-fails-badly
after reading the article, I've found many interesting vocabulary.
derail หยุดชะงัก
futility การไร้ผล,การไร้ประโยชน์
coalition การรวมเป็นหนึ่งเดียว
legislation การออกกฎหมาย
deployment การเคลื่อนกำลังพล
convene ชุมนุมกัน
quorum องค์ประกอบ,องค์ประชุม
MP = Member of Parliament
repetition การพูดซ้ำ, ทำซ้ำ
Interesting news on Thai political issue right now. Your job, all MPs, is to serve and develop your country for the people that voted for u! Obviously, some of you are forget your duties and become part of this political problem, even make it worse. Help the demonstration blocking access to the House of Parliament is clearly inappropriate action!! SHAME ON U!!
ไม่มีเหตุผลอะไรจะอ้างแล้วเหรอ พูดมาได้ว่ามีทหารป้องกันความปลอดภัยมากไป รู้สึกไม่เป็นอิสระ?? คิดได้เน้อะ นึกอย่างอ้างอะไรก็อ้างมาดื้อๆซะงั้น
read all details from this link >> http://www.bangkokpost.com/news/local/34968/house-boycott-fails-badly
after reading the article, I've found many interesting vocabulary.
derail หยุดชะงัก
futility การไร้ผล,การไร้ประโยชน์
coalition การรวมเป็นหนึ่งเดียว
legislation การออกกฎหมาย
deployment การเคลื่อนกำลังพล
convene ชุมนุมกัน
quorum องค์ประกอบ,องค์ประชุม
MP = Member of Parliament
repetition การพูดซ้ำ, ทำซ้ำ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)